สรวงสวรรค์ นั้น อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา

มิมบัรออนไลน์

คุตบะห์วันศุกร์  12 รอมฎอน 1432    (วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554)

สรวงสวรรค์ นั้น อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา

 

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

 هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَكَفَى بِاللَّهِ شَهِيدًا

وَقَضَى رَبُّكَ أَلا تَعْبُدُوا إِلا إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَانًا إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِنْدَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلاهُمَا فَلا تَقُلْ لَهُمَا أُفٍّ وَلا تَنْهَرْهُمَا وَقُلْ لَهُمَا قَوْلا كَرِيمًا

 وَاخْفِضْ لَهُمَا جَنَاحَ الذُّلِّ مِنَ الرَّحْمَةِ وَقُلْ رَبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِي صَغِيرًا

 رَبُّكُمْ أَعْلَمُ بِمَا فِي نُفُوسِكُمْ إِنْ تَكُونُوا صَالِحِينَ فَإِنَّهُ كَانَ لِلأوَّابِينَ غَفُورًا

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

เราทั้งหลายได้ใช้ชีวิตในเดือนรอมฎอนอัลมุบาร็อก ผ่านพ้นสิบวันแรกกันมาทุกคนแล้ว เราทั้งหลายต่างมีความสุขใจในการกระทำอามั้ลที่เปี่ยมล้นด้วยภาคผลอันทวีคูณหลายเท่า เราต่างสุขใจที่ได้กระทำด้วยความเปรมปรีดิ์ ขณะเดียวกันผลแห่งการกระทำของเรานั้น ได้เพิ่มพูนความยำเกรงต่อพระองค์ให้มากขึ้นและทวีปริมาณเพิ่มขึ้นไปเป็นสัดส่วนมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จึงขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย จงอย่าได้เหน็ดเหนื่อยที่จะมุ่งมั่นการกระทำของเราในช่วงเวลาที่เหลือของเดือนรอมฎอน เพราะไม่แน่นอนว่า ชีวิตของเรานั้นจะได้ดำเนินจนถึงเดือนรอมฎอนในปีต่อไปหรือไม่ การปฏิบัติศาสนกิจในวันนี้ เดือนนี้และปีนี้ จงมุ่งมั่นกระทำด้วยความภาคภูมิใจ มุ่งมั่นกระทำอย่างยำเกรงต่อพระองค์ โดยมุ่งหวังความโปรดปราณจากพระองค์หาใช่เพียงมุ่งหวัง   สิ่งอื่นใดอันจะทำให้เกิดความบกพร่องในการกระทำของเรา ทั้งๆที่ เราไม่ได้มุ่งมั่นตั้งเจตนาในสิ่งนั้น แต่เรามุ่งหวังในภาคผลจากพระองค์เพียงเท่านั้น หาใช่มุ่งหวังในกิจการใดๆ หรือเสียงสรรเสริญเยินยอจากใครๆ ไม่ แต่เรามุ่งหวังและมุ่งมั่นการกระทำเพื่อพระองค์ตามแบบฉบับของท่านศาสดา จึงย้ำเตือนทุกๆ คนในที่นี้ว่า การกระทำของเราจงมุ่งมั่นเพื่อพระองค์ มิใช่สิ่งอื่นใด และภารกิจของการถือศีลอดในเดือนสำคัญนี้ สิ่งหนึ่งที่เราต้องพิจารณาคือ เรารู้จักการแบ่งปัน การให้ แล้วหรือยัง เพราะเป้าหมายของการถือศีลอด คือ การที่เราเรียนรู้ ด้วยความยำเกรง เพื่อที่เราจะได้รู้จักที่จะแบ่งปันให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ การแบ่งปันจะไม่มีผลในความชุ่มชื่นในจิตใจได้เลย หากว่าเจ้าของแห่งทรัพย์นั้น มิได้ตอบรับความเมตตาจากพระองค์ด้วยความยำเกรงและมุ่งมั่นภาคผลจากพระองค์เป็นแน่แท้

ท่านทั้งหลาย

บริบทแห่งชีวิตแต่ละคน ล้วนไม่แตกต่างกัน ตามสถานภาพ ฐานนานุรูปแห่งเผ่าพันธุ์และการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ บทบาท และหน้าที่ในแต่ละช่วงวัย แน่นอนว่า ช่วงหนึ่งเราเป็นทารก เป็นเด็ก เราต้องร้องขอความช่วยเหลือจากแม่หรือพ่อ ครั้นเราเจริญเติบโตมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะช่วยเหลือตนเองหรือผู้อื่นๆได้ เรามีความภาคภูมิใจและพร้อมในการกระทำต่างๆ เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปเพื่อแสวงหาความสุขของตนเองตามรสนิยมของปัจเฉกบุคคล ครั้นวัยของเราก้าวเข้าสู่ความชรา โรยรา ไม่เข้มแข็ง มีความเจ็บป่วยต้องพึ่งพาอาศัยคนที่มีความแข็งแรงให้ความช่วยเหลือ ตราบจนเราเสียชีวิต แน่นอนว่าแต่ละช่วงวัยของเราสถานภาพที่เปลี่ยนไป      เราต่างมีหน้าที่ที่จะต้องจัดการตามสถานภาพของเรา โดยที่เราอาจมีสถานภาพในการเป็นลูก เป็นแม่ เป็นพ่อ ปู่ย่าตายาย หรืออื่นๆ ตามบทบาทที่มีในแต่ละครอบครัว แน่นอนว่า สังคมของครอบครัว คือสังคมเล็กๆ ที่มุ่งเน้นให้แต่ละคนซึ่งได้ถูกกำหนดบทบาทมาแล้วว่า เราจะดำเนินชีวิตไปในแต่ละช่วงวัยอย่างไร เรามีหน้าที่ต่อบุคคลในครอบครัวของเขานั้นเช่นไรบ้าง และเขาแสดงออกต่อบุคคลในครอบครัวของเขาอย่างไร เช่นกัน ในฐานะที่วันนี้เรามีบทบาทที่จะอบรมสั่งสอนเด็กๆ ในครอบครัวของเรา เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ดังกล่าวมาตลอดช่วงเวลาที่เรายังอ่อนวัยอยู่ นั้น เราสร้างคุณค่าไว้อย่างไร เรากระทำต่อพ่อแม่ของเราอย่างไรบ้าง นั่นคือสิ่งที่จะตอบโจทย์ในวันนี้ซึ่งเราเป็นผู้ปกครองเด็กๆ ในอำนาจปกครองของเรา เพื่อที่เขาจะได้รู้จักบทบาทของพ่อแม่และจะนำพาเขาเหล่านั้นดำเนินชีวิตไปอย่างสวัสดิภาพเพื่อคนในรุ่นต่อๆไป

ท่านทั้งหลาย

การปฏิบัติตนต่อพ่อแม่ หรืออีกนัยหนึ่งบทบาทของลูกที่มีต่อพ่อแม่นั้น เรากระทำอย่างไร จิตใจของเราที่มีต่อบุพการีของเรานั้น เป็นเช่นไร  เราทำความดีต่อเขาเหล่านั้นอย่างไร แน่แท้ว่า ความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา เป็นคุณธรรมสากลหนึ่งที่แต่ละสังคมต่างมุ่งมั่นที่จะกำหนดให้ทุกๆ คนในสังคม ได้ปฏิบัติ เป็นเครื่องหมายอันดีงามที่จะบ่งบอกได้ว่า คุณภาพ คุณธรรม ของสังคมนั้น เป็นอย่างไร พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงมีโองการในซูเราะห์  Al-Qur’an, 017.023-025 (Al-Isra [Isra, The Night Journey, Children of Israel] ความว่า

017.023 وَقَضَى رَبُّكَ أَلا تَعْبُدُوا إِلا إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَانًا إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِنْدَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلاهُمَا فَلا تَقُلْ لَهُمَا أُفٍّ وَلا تَنْهَرْهُمَا وَقُلْ لَهُمَا قَوْلا كَرِيمًا

017.023 Thy Lord hath decreed that ye worship none but Him, and that ye be kind to parents. Whether one or both of them attain old age in thy life, say not to them a word of contempt, nor repel them, but address them in terms of honour.

23. และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้นและจงทำดีต่อบิดามารดา (นักตัฟซีรกล่าวว่า การที่พระองค์ทรงกล่าวให้ทำความดีต่อบิดามารดา หลังจากใช้ให้เคารพภักดีต่อพระองค์เท่านั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของบิดามารดาที่มีต่อบุตร เพราะทั้งสองเป็นต้นเหตุแห่งการเกิดและการมีชีวิตของเขา) เมื่อผู้ใดในทั้งสองหรือทั้งสองบรรลุสู่วัยชราอยู่กับเจ้า ดังนั้นอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ !(คำว่า “อุฟ” เป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจ) และอย่าขู่เข็ญท่านทั้งสอง และจงพูดแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน

017.024 وَاخْفِضْ لَهُمَا جَنَاحَ الذُّلِّ مِنَ الرَّحْمَةِ وَقُلْ رَبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِي صَغِيرًا

017.024 And, out of kindness, lower to them the wing of humility, and say: “My Lord! bestow on them thy Mercy even as they cherished me in childhood.”

24. และจงนอบน้อมแก่ท่านทั้งสอง ซึ่งการถ่อมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกล่าวว่า “ข่าแต่พระเจ้าของฉัน ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเช่นที่ทั้งสองได้เลี้ยงดูฉันเมื่อเยาว์วัย” (จงกระทำทุกอย่างเป็นการแสดงถึงความรักต่อท่านทั้งสอง เป็นต้นว่า การเอาอกเอาใจ การให้เกียรติ และยกย่องท่านทั้งสองต่อหน้าคนอื่น และจงขอพรดุอาอให้แก่ท่านทั้งสองอยู่เสมอ โดยขอให้อัลลอฮ ตะอาลา ทรงอภัยโทษและโปรดปรานและเมตตาแก่ท่านทั้งสอง เสมือนกับที่ท่านทั้งสองได้เลี้ยงดูทนุถนอมเรามาเมื่อเรายังเป็นเด็กๆ)

017.025 رَبُّكُمْ أَعْلَمُ بِمَا فِي نُفُوسِكُمْ إِنْ تَكُونُوا صَالِحِينَ فَإِنَّهُ كَانَ لِلأوَّابِينَ غَفُورًا

017.025 Your Lord knoweth best what is in your hearts: If ye do deeds of righteousness, verily He is Most Forgiving to those who turn to Him again and again (in true penitence).

25. พระเจ้าของพวกเจ้าทรงรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของพวกเจ้า หากพวกเจ้าเป็นคนดี ดังนั้นพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยแก่บรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัวอย่างแน่นอน

ท่านทั้งหลาย

แนวทางการปฏิบัติต่อบิดามารดาตามนัยโองการที่ได้ยกมานี้ เป็นสิ่งง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถกระทำได้ด้วยจิตใจ สามัญสำนึกในความรู้สึกที่ดีต่อบุพการีของเรา เป็นหลักยึดที่ทุกๆ สังคม ต่างประพฤติปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน ด้วยแนวปฏิบัติและหลักคุณธรรมที่เรียกกันว่า “ความกตัญญู” ซึ่งในทุกวันนี้ ปรากฏตามสื่อสารมวลชลว่า คุณธรรมในเรื่องนี้ กำลังจะสูญหายไปจากสังคม ด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจที่บีบคั้น สังคมที่เจริญด้านวัตถุนิยมเข้ามาแทนที่ความเจริญทางด้านจิตใจ สิ่งที่สูญหายไปทีละเล็กละน้อย คือ คุณธรรมในจิตใจของแต่ละคน แม้ว่าศาสนต่างๆ ที่คนนับถือ ต่างมุ่งมั่นให้ความสำคัญในหลักคุณธรรมด้านนี้ จะเห็นว่า เมื่อมีโอกาสที่จะรำลึกถึงพระคุณของบุพการีในวาระต่างๆ จะรณรงค์กันแสดงออกถึงความสำคัญของการเป็นพ่อตัวอย่าง แม่ตัวอย่าง ลูกที่มีคุณธรรมกตัญญู เพียงแค่ในแต่ละเทศกาลที่จะรำลึกถึง แต่ข่าวสารที่ปรากฏในแต่ละวันตามหน้าสื่อสารมวลชนกับมีข่าวที่น่าเศร้าโสกมากมาย ที่แสดงให้เห็นว่า คนในสังคมส่วนหนึ่งละเลย มองข้าม ไม่ให้ความสำคัญต่อคุณค่าทางจิตใจในหลักคุณธรรมข้อนี้ ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายระหว่างกันในครอบครัว ทั้งจากที่เกิดขึ้นจากลูกกระทำต่อพ่อแม่ พ่อแม่กระทำต่อลูกๆ รวมถึงการทอดทิ้งเด็กหรือคนชราในสถานที่ต่างๆ บ่งบอกให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่เลวร้าย ความหดหู่ในสายตาของผู้พบเห็น สะท้อนให้สังคมได้เห็นว่า มุมมืดทางสังคมที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เกิดจากการไม่ให้ความสำคัญต่อบทบาทในครอบครัว ความรัก ความเอาใจใส่ ความสัมพันธ์ที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีที่มีต่อกัน และความเอื้ออาทรต่อกันของคนทุกคนในครอบครัว เดียวกัน แน่นอนว่า การปฏิบัติต่อกันในแต่ละบทบาทในครอบครัว เป็นสิ่งที่สะท้อนได้ว่า เมื่อมีความรักและความห่วงใยเอื้ออาทรต่อกันของทุกคนในครอบครัวที่แสดงออกได้ด้วยการปฏิบัติต่อกันตามสถานภาพและบทบาทของแต่ละคนด้วยจิตที่มุ่งมั่นถึงสัมพันธภาพ ในความเมตตาเอื้ออาทรต่อกัน จะเป็นสิ่งไม่สามารถลบเลือนคุณธรรมเรื่องความกตัญญูรู้คุณให้หายหรือหมดไปจากสังคม

เด็กๆ ต้องเรียนรู้ฝึกฝน ปฏิบัติตน เพื่อให้อยู่รอดเติบโต ด้วยการฟูมฟัก ความเอื้ออาทรจากพ่อแม่ที่มีต่อเขาในยามเยาว์วัย ในสังคมปกติ คงไม่มีใครที่จะทำร้ายเด็กเล็กๆ เหล่านั้นในล้มหายตายจากไปจากครอบครัว ในทางตรงกันข้าม ทุกๆ คนในครอบครัวต่างมุ่งมั่นที่จะเห็นเขาเติบใหญ่และได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อที่ให้เขาเหล่านั้นมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งด้วยความรัก ความปรารถนาดีที่มีต่อกัน ในทำนองเดียวกัน คนชราที่รอคอยความตายที่มีมาถึงในช่วงเวลาใกล้ๆ นั้น การดูแลต่อเขานั้นไม่ได้แตกต่างจากเด็กๆ มากนัก การดูแลเอาในใส่ต่อเขา และการปฏิบัติต่อเขา ในสังคมปกติ ก็ต้องปฏิบัติด้วยความรัก ความห่วงใย ความเอาใจใส่ เพื่อให้เขาได้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มุ่งมั่นดำเนินชีวิตไปอย่างมีคุณภาพตามอัตภาพของครอบครัว ซึ่งเป็นการตอบแทนที่ทรงคุณค่า มีพลัง เปี่ยมล้นไปด้วยหลักคุณธรรมแห่งความกตัญญูรู้คุณ จิตวิญญาณแห่งความเอื้ออาทร ห่วงใยที่มีต่อกัน เป็นสิ่งที่สะท้อนได้ว่าครอบครัวเหล่านั้น ได้บ่งบอกถึงคุณค่าและความยิ่งใหญ่ ที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงมีโองการดังกล่าวข้างต้นมากเพียงใด เพราะพระองค์ ทรงให้ความสำคัญในเรื่องนี้รองจากการปฏิบัติอามั้ลอิบาดัรเพื่อพระองค์ นั่นแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจด้วยความยำเกรงต่อพระองค์นั้น แน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่เขาต้องกระทำไปพร้อมกันคือ เขาต้องเป็นคนที่กตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาของเขาด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นแล้ว เขาจะไม่ได้เข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ศรัทธาเลยแม้แต่นิดเดียวเลย ดังนั้น ในวันนี้ วันที่เราทั้งหลายกำลังมีจิตที่มุ่งการปฏิบัติเพื่อตอบรับต่อพระองค์ในการถือศีลอด เพื่อเข้าถึงภาคผลแห่งการแบ่งปัน การให้ การเอาใจใส่เอื้ออาทรต่อกันในหมู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้น ไฉนเลยเขาจะมองข้ามความสำคัญของผู้ที่มีความสำคัญต่อเรา ทั้งพ่อแม่ของเรา การปฏิบัติตนต่อเขาทั้งสอง เฉกเช่นที่เขาทั้งสองต่างทนุถนอมต่อเราในช่วงที่เรายังเป็นเด็กหรือทารกที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หากปราศจากท่านทั้งสองแล้ว ใครเล่าที่จะทุ่มเทเวลา ทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อเรา ใครจะยอมกระทำให้เรา โดยที่เขามีภาระมากมายแต่ต้องสละกิจวัตรทั้งหมดเพื่อเรา เด็กๆ จึงพึงสังวรและตระหนักว่า กากับกิริยาของเราที่แสดงออกที่ท่านทั้งสอง ควรเป็นเช่นไร คงต้องย้อนกลับและฉุกคิดให้ได้ว่า เมื่อปราศจากท่านทั้งสองในยามที่เราช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ใครจะให้เราได้มากกว่าท่าน จึงขอย้ำเตือนตนเองและท่านทั้งหลายในวาระและโอกาสที่สังคมส่วนใหญ่กำลัง คิดถึงและภาคภูมิใจให้ความสำคัญของแม่

ท่านทั้งหลาย

แม่ คือ ผู้ที่มีบทบาทและสำคัญยิ่งสำหรับทุก ๆ คน ทุกอนูชีวิตของแต่ละคน ต่างมีจิตวิญญาณแห่งความเสียสละของท่าน ไม่มีใครที่ไม่มีแม่ ท่าศาสดา (ซ.ล.) แม้ท่านจะเป็นเด็กกำพร้าทั้งพ่อและแม่ ท่านยังรำลึกถึงพระคุณของแม่อยู่อย่างสม่ำเสมอทั้งในอัลฮาดีส และในการปฏิบัติของท่าน  ดังนั้น ขอให้เราทั้งหลาย จงตระหนักและพิจารณาถึงคุณค่า บทบาทและความสำคัญของแม่ จงปฏิบัติต่อท่านด้วยความรัก ความเอื้ออาทร ความมีจิตใจและการแสดงออกด้วยความรัก เพราะไม่สามารถหาสิ่งใดที่มีคุณค่าเทียมเท่าความรักของแม่ที่มีต่อลูก ไม่ว่าเราจะตีค่าหรือประเมินราคาทรัพย์สินสิ่งใดมาทดแทน ท่านศาสดา มีอัลฮาดีส ความว่า  

“สรวงสวรรค์ นั้น อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา”

เพียงเท่านี้ ย่อมประจักษ์ว่า การใดๆ ที่เรากระทำ จะไม่มีคุณค่าเลย หากเราละเลยการปฏิบัติที่ดีต่อท่าน ซึ่งความสัมพันธ์นี้หาใช่เพียงชั่วครั้งชั่วครู่หรือชั่วคราว แต่ความสัมพันธ์นี้มีตลอดไป สิ่งที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติต่อท่านด้วยคุณค่าและความดี นั้น มีความเหมาะสม กับคุณค่าของผู้ที่ประพฤติดี มีอิหม่านเฉกเช่นผู้ศรัทธาและมุ่งหวังความยำเกรงต่อพระองค์นั้น ในยามที่แม่ หรือพ่อ ย่างก้าวเข้าสู่วัยชราภาพ นั้น เราประพฤติปฏิบัติตนต่อท่านทั้งสองอย่างไร จึงขอเตือนตนเองและทุกๆ ท่าน จงมองให้เห็นคุณค่าและความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย เพราะทุกๆ อามั้ลที่เราปฏิบัติ ภาคผลของมัน ส่งตรงไปยังท่านทั้งสอง โดยเฉพาะ แม่ของท่าน แม่ของท่าน แม่ของท่าน และพ่อของท่าน ดังนั้น จึงต้องตระหนักและอย่ามองข้ามความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่วงเวลาขณะที่เรากำลังละศีลอด เป็นช่วงที่จิตใจของเราชุ่มฉ่ำ มีความสุข เช่นเดียวกับช่วงเวลาแห่งอาหารมื้อแรกหลังจากที่หิวโซและโหยหาอาหารมาตลอดวันของคนยากจนขัดสน เช่นกัน ความสุขในจิตใจที่แม่หรือพ่อในยามชราภาพจะฉ่ำชื้นหัวใจก็ด้วยยามใดที่ลูกๆ ของเราเข้ามาหาแสดงความรักความเอื้ออาทรที่มีต่อกัน สิ่งนั้นแหละคือการตอบโจทย์ของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ด้วยความยำเกรงต่อพระองค์เป็นที่ตั้ง

  إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

 سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

 وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์

วัสสลาม

มูฮำหมัด   สันประเสริฐ

อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย  http://www.alquran-thai.com/ShowSurah.asp , www.DivineIslam.com

อัลฮาดีซ  :   Hadith of The Day  V 1.0  Freeware by FaridAnasri  avater@muslimonline.com    www.beconvinced.com

เกี่ยวกับ sosanpt
วิศวกรรังวัดชำนาญการพิเศษ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: