คุตบะห์วันศุกร์ 8 มุฮัรรอม 1431 (วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552 )

มิมบัรออนไลน์

คุตบะห์วันศุกร์ 8 มุฮัรรอม 1431    (วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552 )

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอภิบาลโลกทั้งหลาย

ท่านพี่น้องผู้ศัทธาแล้วทั้งหลาย

สิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ต้องการจากมวลมนุษยชาติทั้งหลาย นั่นคือตักวา ความยำเกรงต่อพระองค์ ความยำเกรงที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่น ยึดมั่น ความยำเกรงที่กระทำตามความเรียกร้องที่แน่วแน่ต่ออิบาดัรอันยิ่งใหญ่ต่อพระองค์ ความยำเกรงที่เกิดความละอายที่จะกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม และความยำเกรงต่อความเชื่อและการกระทำที่ส่อหรือแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ตั้งภาคีให้กับพระองค์

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาแล้วทั้งหลาย

ช่วงเทศกาลในรอบสัปดาห์นี้และในอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า เป็นเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอื่น เป็นเทศกาลที่เหล่าบรรดาเขาเหล่านั้น กำลังจะเฉลิมฉลองต่อวันและคืนหนึ่ง ที่พวกเขาเหล่านั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้น ในแง่ของศาสนาของพวกเขา เป็นการเปลี่ยนศก เปลี่ยนปี ที่คนหรือเหล่าชนนั้น เขามีมุมมองว่าพิธีการทางศาสนาเป็นแนวยึดเหนี่ยวที่จะทำให้เหล่าศาสนิกนั้น จะก้าวข้ามจุดเปลี่ยนแห่งศักราชเก่าย้ายไปยังศักราชใหม่ ที่เขาเหล่านั้นต่างต้องดิ้นรนขวยขวายหาความสุขกันต่อไป หากมองวันนี้ ซึ่งเหล่านะซอรอฮ์ เขาก็ถือเป็นวันสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นวันเกิดของเยซู ซึ่งเขาเชื่อกันว่าเป็นภาคีของพระเจ้าที่พระองค์ให้บังเกิดจากมารดาโดยไม่มีบิดา เป็นผู้ที่ทำให้โลกเปลี่ยนจากคัมภีร์ไบเบิลเก่ามาสู่พันธสัญญาใหม่ นั่นคือไบเบิลที่เหล่านะซอรอฮ์เหล่านั้นมีความแตกต่างจากชนยะฮูดี  แต่เนื้อหาเชิงประวัติศาสตร์นั้น พระองค์ได้ทรงโองการในซูเราะห์มัรยัม ความว่า

[19.16] และจงกล่าวถึง (เรื่องของ) มัรยัมที่อยู่ในคัมภีร์เมื่อนางได้ปลีกตัว ออกจากหมู่ญาติของนาง ไปยังมุมหนึ่งทางตะวันออก (ของบัยตุลมักดิส)

[19.21] เขา (ญิบรีล) กล่าวว่า กระนั้นก็เถิด พระเจ้าของเธอตรัสว่า มันง่ายสำหรับข้า และเพื่อเราจะทำให้เขาเป็น

สัญญาณหนึ่งสำหรับมนุษย์และเป็นความเมตตาจากเรา และนั่นเป็นกิจการที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

[19.30] เขา (อีซา) กล่าวว่า แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและทรงให้ฉัน

เป็นนบี

[19.31] และพระองค์ทรงให้ฉันได้รับความจำเริญ ไม่ว่าฉันจะอยู่ ณ ที่ใดและทรงสั่งเสียให้ฉันทำการละหมาด

และจ่ายซะกาตตราบที่ฉันมีชีวิตอยู่

[19.32] และทรงให้ฉันทำดีต่อมารดาของฉันและจะไม่ทรงทำให้ฉันเป็นผู้หยิ่งยะโส ผู้เลวทรามต่ำช้า

[19.33] และความศานติจงมีแด่ฉันวันที่ฉันถูกคลอด และวันที่ฉันตายและวันที่ฉันถูกฟื้นขึ้นให้มีชีวิตใหม่

[19.34] นั่นคืออีซาบุตรของมัรยัม มันเป็นคำบอกเล่าที่จริง ซึ่งพวกเขายังมีความสงสัยกันอยู่

จะเห็นว่า มุมมองของอิสลามเกี่ยวกับนบีอีซา หาใช่เป็นไปตามความเชื่อตามหลักความเชื่อของเหล่านะซอรอฮ์ไม่ ประวัติศาสตร์ของนบีอีซาถูกบิดเบือนเกือบทั้งหมดตามแนวความเชื่อของนะซอรอฮ์  ทั้งๆ ที่ท่านนบีอีซาเป็นศาสนทูตของพระองค์ และมั้วญีซาตของท่านที่สำคัญ คือการกำเนิดของท่าน เป็นการกำเนิดที่บ่งบอกให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เช่นดังที่พระองค์ได้ทรงให้อาดัมถูกกำเนิดมาจากดิน และมนุษย์รุ่นต่อๆมา ก็ถูกกำเนิดจากชายและหญิง หากแต่อีซา พระองค์ได้ทรงแจ้งไว้ในอัลกุรอ่านแล้วว่า พระองค์จะให้อีซาเกิดจากหญิงบริสุทธิ์นางหนึ่ง ที่ไม่มีราคี ไม่มีการแต่งงาน นางเป็นหญิงที่มิได้เกี่ยวข้องกับชายใดเลย แต่นางเป็นบุคคลที่พระองค์ทรงเลือกแล้วเพื่อให้เป็นมารดาของอีซา ซึ่งพระองค์จะให้เป็นศาสนทูตหนึ่งของพระองค์ ที่จะประกาศความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ดังเช่นบรรพชนบ่านีอิสรออีลซึ่งในคุตบะห์ต่อๆ ไปจะได้กล่าวถึง

ดังนั้น เมื่อเป็นพระประสงค์แห่งพระองค์ การประกาศศาสนาของอีซา จึงมุ่งเน้นถึงการศรัทธาต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) และจุดกำเนิดของท่านหาใช่เป็นดังที่นะซอรอฮ์คิด ท่านศาสดาอิซา (อ.ล.)  มุ่งเน้นที่จะชี้นำประชาชนของท่านซึ่งก็คือบ่านีอิสรออีล ได้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของอิบาดัร เป็นจุดมุ่งหมายที่จะชี้นำให้ชนเหล่านั้นเข้าใกล้พระองค์ เป็นแนวทางที่นุ่มนวล แต่ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งที่ชนเหล่านั้น มองว่าแตกต่างจากความเชื่อที่พวกเขาได้บิดเบือนคัมภีร์เตารอต ของมูซา เป็นการบิดเบือนอย่างจงใจและไม่ต้องการหลักการตามความเชื่อที่อีซานำมาเผยแผ่ และแนวความเชื่อนี้ เป็นแนวทางหนึ่งที่นำมาสู่การกำจัดอีซาให้ตายจากโลกนี้ไป เหล่านะซอรอฮ์ มองว่า อีซาถูกตรึงไว้กับไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปให้กับชนเหล่านั้น และเครื่องหมายแสดงถึงศาสนาของพวกเขา จึงเป็นไม้กางเขน แต่พระองค์อัลลอฮ์(ซ.บ.) ได้ชี้แจงไว้ในอัลกุรอ่านไว้หลายๆ โองการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า พระองค์ทรงเก็บอีซาไว้ในที่ปลอดภัย อีซายังไม่ตาย และอีซาจะกลับมา ซึ่งการกลับมาของอีซา เป็นสัญญาณใหญ่ของวันกิยามัต ซึ่งอีซาจะมาพร้อมกับอัลกุรอ่านและแนวทางตามซุนนะห์ของท่านศาสดามูฮำหมัด (ซ.ล.) ในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งสังคมจะปั่นป่วน หลายๆ คนจะออกห่างไกลจากแนวทางอันเที่ยงตรงของพระองค์

ท่านผู้ศรัทธาแล้วทั้งหลาย

จงฉุกคิด ว่าช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านนั้น เราลองย้อนมามองถึงตัวเราบ้างว่า เวลาที่เปลี่ยนแปลงนั้น เราได้กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆไปบ้างแล้ว เวลาที่ผ่านพ้นมา สอนอะไรให้เราบ้าง และเรามีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ไขสิ่งต่างๆ เหล่านั้นอย่างไรบ้าง ในระยะเวลานี้ แม้ชนต่างๆ เขากำลังมีความสุขกับเทศกาลของเขา เขาแสดงออกถึงความรื่นเริงของเขา เฉลิมฉลองรำลึกถึงซานตาครอส หรือพระเยซู หรือแม้แต่มุสลิมบางส่วนกำลังจัดงานรำลึกถึงท่านศาสดาของเราที่หนองจอก แต่มุสลิมส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตามซุนนะห์และอัลกุรอ่าน ต้องมองให้แตกว่า เวลาที่กำลังจะผ่านไป มุ่งสอนให้เราได้เห็นถึงคุณค่าของมัน การเปลี่ยนแปลง (Change)  ของเรา จากฮาดีซของท่านศาสดา ความว่า

The Messenger of Allah (peace be upon him) observed: The Hour (Resurrection) would not come so long as Allah is supplicated in the world.

จะเห็นว่า เวลาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ คนกำหนดเวลา คือพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงยิ่งใหญ่แห่งสากลจักรวาล  ดังนั้น เราจึงควรคำนึงถึงการรักษาเวลา ซึ่งเป็นอะมานะอันสำคัญ เพื่อให้เราได้ใกล้ชิดกับพระองค์

ไม่ว่าจะกิจการใด ถือว่าเวลาเป็นสิ่งอันมีค่ามากที่สุด การทำงาน ต้องรักษาเวลา การคบกับเพื่อน ก็ต้องรักษาเวลา กิจการใดๆ หากไม่รักษาเวลาในการให้บริการต่อประชาชน แล้ว กิจการนั้นไปไม่รอด เช่นเดียวกับบรรดามุสลิม เราก็ต้องรักษาเวลาโดยเฉพาะการรักษาอะมานะเรื่องการละหมาด อะมานะด้านเวลาที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างเพื่อนของเรา  อีกโองการจากอัลกุรอ่าน เกี่ยวกับเวลา ในซูเราะห์ อัลอัศร์ ความว่า

[103.1] ขอสาบานด้วยกาลเวลา

[103.2] แท้จริง มนุษย์นั้น อยู่ในการขาดทุน

[103.3] นอกจากบรรดาผู้ศรัทธา และกระทำความดีทั้งหลาย และตักเตือนกันและกันในสิ่งที่เป็นสัจธรรม และ

ตักเตือนกันและกัน ให้มีความอดทน

ดังนั้น  เวลาอย่างนี้ จึงขอให้ทุกๆ ท่าน จงฉุกคิดถึงภารกิจของเรา เป็นภารกิจที่จะทอดต่อไปในเวลาข้างหน้านั้น การไต่ตรองให้เห็นถึงคุณค่าของเวลา ความเปลี่ยนแปลง ใดๆ ที่จะเกิดขึ้น หาใช่เป็นความเปลี่ยนแปลงแค่เวลา แต่ความเปลี่ยนแปลงของมวลมุสลิม ก็คือ เราต้องเปลี่ยนตัวเอง ปรับปรุงตนเองให้อยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรงของพระองค์ นั่นคือแนวทางที่ประเสริฐ เป็นแนวทางที่เราจะได้เข้าใกล้ชิดพระองค์ เพราะหนทางนี้ เป็นหนทางที่จะนำเราไปใกล้ชิดต่อพระองค์มากขึ้น เราจึงควรพิจารณาในจุดนี้ให้มากกว่าการที่เราจะออกนอกแนวทางของพระองค์แล้วเราก็จะออกห่างไกลจากพระองค์ อิสลามที่แท้จริง คือการอยู่ใกล้ชิดพระองค์ และยำเกรงต่อพระองค์เพราะพระองค์นั้น คือผู้ทรงกรุณาผู้ทรงเมตตาเสมอ

ร้อบบ่านา อาตินา ฟิรดุนยา หะซะนะ ว่าฟิ้ลอาคิเราะติ หะซะนะ ว่ากิ้นาอ้าซาบันนาร

ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์

วัสสลาม

มูฮำหมัด   สันประเสริฐ

เกี่ยวกับ sosanpt
วิศวกรรังวัดชำนาญการพิเศษ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: