The Chosen One

มิมบัรออนไลน์
คุตบะห์วันศุกร์ 10 รอบีอุ้ลเอาวัล 1433 (วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555)
The Chosen One

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ
لَقَدْ أَرْسَلْنَا رُسُلَنَا بِالْبَيِّنَاتِ وَأَنْزَلْنَا مَعَهُمُ الْكِتَابَ وَالْمِيزَانَ لِيَقُومَ النَّاسُ بِالْقِسْطِ وَأَنْزَلْنَا الْحَدِيدَ فِيهِ بَأْسٌ شَدِيدٌ وَمَنَافِعُ لِلنَّاسِ وَلِيَعْلَمَ اللَّهُ مَنْ يَنْصُرُهُ وَرُسُلَهُ بِالْغَيْبِ إِنَّ اللَّهَ قَوِيٌّ عَزِيزٌ

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย
ทุกวันนี้ มนุษย์ต่างดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาของการดำเนินชีวิตในหลายรูปแบบ ทั้งในการดำรงชีวิต ปัญหาทางสังคม วัฒนธรรม รวมไปถึงปัญหาในระดับมหภาคที่ระดับรัฐกำลังแก้ไขปัญหา การวิภาควิจารณ์ การแสดงทัศนคติของผู้คนอย่างหลากหลายทั้งผู้ที่รู้จริงในปัญหาต่างๆ เหล่านั้น กับผู้ที่ติดตาม ตรวจสอบข้อมูล รวมไปถึงประชาชนในระดับรากหญ้าที่มุ่งติดตามความเป็นไปของข้อมูลข่าวสาร ที่หลายๆ ฝ่ายมาให้ข้อมูลหรือออกมาแถลงข่าว โดยใส่ทัศนคติส่วนตนเข้าไปในการให้ข้อมูลต่างๆ นั้นด้วย บางเหตุการณ์ทำให้เกิดการรวมศูนย์แห่งความเกลียดชัง เพียงเพื่อจุดประสงค์ของคนเพียงไม่กี่พวกที่เห็นต่างทางความคิด มีจุดยืนในกลุ่มของตนแสวงหาผู้ที่มีแนวคิดรูปแบบเดียวกันผ่านการสื่อสารมวลชนเพื่อให้คนทั้งหลายได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดพร้อมดึงเข้าเป็นพวก สังคมในปัจจุบัน หากเราไม่รู้จักแยกแยะแล้ว แน่นอนว่าเราจะหลายเป็นเหยื่อ หรือเป็นเครื่องมือของกลุ่มที่ขัดแย้งกันโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจหรือมีความสมัครใจที่จะก้าวเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้ง จึงขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย จงพิจารณาด้วยสติปัญญา ด้วยจิตที่มีมีความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ซึ่งพระองค์ได้ทรงใช้ให้เรากระทำอิบาดัรและห้ามมิให้กระทำกระทำในเรื่องราวที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น แม้เพียงเล็กน้อย หรือขาดความยั้บยั้งชั่งใจ ซึ่งเราต้องหนักแน่นในเรื่องราวต่างๆ อย่าปล่อยให้ความเปราะบาง หรือความอ่อนไหวในกระแสธารที่เข้ามายังเราแล้วเราปล่อยตนเองให้ลื่นไหลไปในกระแสธารนั้น โดยมิได้ฉุกคิดด้วยสติปัญญา หรือไตร่ตรองและพินิจพิจารณาถึงคุณค่าของมันรวมไปถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยเราหาได้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึกที่มากไปกว่านั้น แล้วเราจะกลายไปเป็นส่วนหนึ่งแห่งความขัดแย้งของสังคม
ท่านทั้งหลาย
การที่คนๆ หนึ่งไปต่อว่าคนอีกคนหนึ่งโดยที่เขา คนที่ถูกต่อว่าหาได้ล่วงรู้ถึงข้อมูลที่เขาถูกต่อว่านั้น เป็นเรื่องราวใด ความเสียหายได้พึงบังเกิดขึ้นแล้ว ความผิดในลักษณะนี้ในทางกฎหมายเรียกว่า “หมิ่นประมาท” หรือ “การนินทา” ทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่นๆ โดยมีบุคคลที่สามเป็นผู้รับรู้ข้อมูลนั้น และความเสียหายดังกล่าวเป็นความผิดทางกฎหมาย ซึ่งต้องระวางโทษตามข้อบังคับของกฎหมาย หากบุคคลผู้เสียหายเป็นผู้ที่อยู่ในระดับผู้นำของประเทศ แน่นอนว่าระวางโทษจะหนักขึ้นตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เช่นนี้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่เราต้องมาพิจารณาว่า การที่เรารับข้อมูลต่างๆ รอบตัวเรามานั้น การแสดงทัศนะคติ การวิพากษ์วิจารณ์ หรือการแสดงความคิดเห็นของเราในแต่ละวัน ซึ่งการแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวเป็นการขยายความด้วยข้อมูลที่รับมา หากทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว ผู้ที่เผยแพร่เรื่องราวดังกล่าวย่อมมีความผิดตามนัยแห่งกฎหมายด้วย หากพิจารณากรอบแห่งศาสนบัญญัติแล้ว เรื่องราวดังกล่าว พิจารณาจากโองการจากซูเราะห์ อัลฮุมาซะห์ ( Al-Qur’an, 104.001 (Al-Humaza [The Traducer, The Gossipmonger])) ความว่า
104.001 وَيْلٌ لِكُلِّ هُمَزَةٍ لُمَزَةٍ
104.001 Woe to every (kind of) scandal-monger and-backbiter,
1. ความหายนะจงประสบแด่ทุกผู้นินทาและผู้ใส่ร้ายผู้อื่น
จากโองการที่กล่าวมา มีความชัดเจนอย่างยิ่ง ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ที่จะชี้แจงหรือบิดเบือนความผิดของการกระทำดังกล่าวนี้ ซึ่งท่านศาสดา (ซ.ล.) ได้มีแบบฉบับที่เกี่ยวข้องกับการ “พูด” หรือการกล่าววาจาต่อผู้อื่น ในลักษณะของการกล่าวให้ร้าย ด่าทอ หรือให้ร้ายต่อบุพการีของคนอื่น หากคนที่ถูกกระทำไปกล่าวตอบโต้เช่นเดียวกัน คือ ด่าทอ หรือให้ร้ายต่อบุพการีของคนที่กล่าวก่อนแล้ว เช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการที่เขาด่าทอ หรือให้ร้ายต่อบุพการีของตนเอง เช่นนี้ ย่อมมีความผิดที่ไม่แตกต่างกัน เป็นความผิดที่พระองค์ผู้อภิบาล ทรงประทานโองการดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ขอให้เราทั้งหลาย จงห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์ทรงชี้นำนี้ด้วยเถิด เพราะการนินทาและใส่ร้ายผู้อื่น ในปัจจุบันเกิดขึ้นอย่างมากมาย ในทุกๆ สังคม ทุกๆ ชนชั้น และทุกๆ กลุ่ม โดยเฉพาะการนินทาและใส่ร้ายผู้อื่นๆ มันเป็นคำพูดที่สนุกปาก ทำให้กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนทั้งหลายจะใส่ความเห็น ใส่ความเกลียดชังต่อบุคคลที่ถูกกล่าวถึง วิพากษ์วิจารณ์แสดงทัศนคติออกไปอย่างหลากหลาย โดยที่ผู้เสียหายไม่สามารถมาชี้แจงหรือโต้ตอบในเรื่องราวดังกล่าวได้ ซึ่งการนินทาและใส่ร้ายผู้อื่น แตกต่างจากการชื่นชมและให้เกียติต่อบุคคล อย่างสิ้นเชิง ในทางศาสนา การยกยกชื่นชมและให้เกียรติต่อผู้อื่น นั้น เป็นบุคลิกและวัตรปฏิบัติของท่านศาสดา (ซ.ล.) หนึ่ง นอกเหนือจากความสัตย์ที่ท่านได้รับเมื่อครั้งเดินทางไปค้าขายในช่วงวัยหนุ่มของท่าน
การยกย่องชื่นชม และให้เกียรติต่อผู้อื่น เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงกระทำ แม้จะกล่าวถึงบุคคลที่สาม แต่ทุกๆ การสรรเสริญและให้เกียรติต่อผู้อื่น การสรรเสริญนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก และบุคคลที่ได้รับการยกย่องชื่นชมและให้เกียรตินั้น เขาพึงปฏิบัติตน และครองตนเองด้วยจิตสำนึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ การที่เขาได้รับการชื่นชมยกย่องจากผู้คนอื่นๆ นั้น หาใช่ตนเองของเขาไม่ และหาใช่ว่าเขาได้รับปัจจัยต่างๆ ด้วยความสามารถส่วนบุคคลของตัวของเขาเอง ความสามารถของเขาเพียงเท่านั้น ทั้งหมด คือการทดสอบจากพระองค์ เป็นการทดสอบที่พระองค์ใช้เป็นบทประเมิน เพื่อวิเคราะห์ตรวจสอบ เขาคนนั้นว่า เขามีความหนักแน่นมั่นคง ในปัจจัยยังชีพที่เขาได้รับ ในขณะที่เขายังดำรงชีวิตอยู่ในขณะนั้นด้วยหรือไม่ ในวันแห่งการตอบแทนจากพระองค์ เขายังมีสิทธิที่จะได้รับภาคผลตอบแทนอย่างเหมาะสมหรือไม่ หรือการที่เขาได้รับการยกย่องชื่นชม และให้เกียรติจากผู้อื่น นั้น เป็นเพียงการกระหยิ่มยิ้มย่อง หรือเป็นความสามารถของตัวของเขาเอง ไม่ใช่พระประสงค์จากพระองค์ เช่นนี้แล้ว การทดสอบที่หนักกว่าจากพระองค์ในวันแห่งการตอบแทนที่เขาได้รับ นั่นคือสิ่งที่เพียงพอแล้วสำหรับเขาคนนั้น
ท่านทั้งหลาย
ในบรรดาผู้ที่ได้รับการยกย่องชื่นชม และให้เกียตริจากคนทั้งหลายนั้น สำหรับพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) แล้ว แน่นอนว่ามีบุคคลผู้หนึ่งในบรรดาคนทั้งหลายที่ได้รับเกียรติยศอันยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งในวันแห่งการตัดสินจากพระองค์ ท่านเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถร้องขอจากพระองค์ ที่จะยกเว้นโทษ ลดโทษ หรือประวิงการลงโทษจากพระองค์ ที่ประชาชาติของท่านจะได้รับจากการประพฤติปฏิบัติในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรัก และการให้เกียรติอย่างยิ่งจากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ซึ่งพระองค์ทรงเลือกสรร คัดเลือกบุคคลที่พระองค์ทรงรักและให้เกียรติ ในการปฏิบัติภารกิจการสื่อสารจากพระองค์ ดำเนินชีวิตเฉกเช่นประชาชนธรรดา แต่การดำเนินชีวิตของท่าน บุคลิกและอุปนิสัยส่วนตัวของท่าน แสดงออกถึงภาพลักษณ์ที่ทุกคนต่างมุ่งมั่นที่จะเข้าถึง เป็นแบบฉบับหรือแบบอย่างของการดำเนินชีวิต ที่แสดงออกได้ว่าการปฏิบัติตนทั้งในการตรองตน การครองเรือน การครองผู้ติดตาม และในทางการปกครอง ภาพของนักปกครองที่ครองใจมวลชน ด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงาม ทั้งในการตัดสินใจ การเป็นผู้นำในการจัดการเรื่องราวต่างๆ การเป็นผู้บัญชาการรบกับผู้รุกราน ที่ได้ลิ้มรสทั้งชัยชนะที่งดงามและในภาพลักษณ์ของผู้ที่ถูกถล่มอย่างยับเยินในการสงคราม แต่ด้วยวัตรปฏิบัติของท่าน ท่านสามารถครองใจมวลชน ผู้ติดตามของท่าน โดยที่บรรดาเขาเหล่านั้น ต่างรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จนที่เป็นเกรงขามของผู้รุกราน ทั้งนี้ ด้วยการสั่งสมภาพลักษณ์อันงดงามในวัยหนุ่มของท่าน ขณะที่ท่านติดตามลุงของท่านเพื่อการทำการค้าขายยังประเทศชาม ซึ่งในยุคนั้น บรรดาพ่อค้าทั้งหลายที่รอนแรมเดินทางออกไปทำการค้าขายยังดินแดนต่างๆ ต่างมุ่งมั่นที่จะค้าขายหาผลกำไร เพื่อซื้อสินค้าให้ไดมากที่สุดนำไปค้าขายแลกเปลี่ยนยังบ้านเมืองของตน คุณภาพของสินค้า ความซื่อสัตย์และคุณธรรมพื้นฐานของบรรดาพ่อค้าทั้งหลาย นั้นหายากมาก แม้ในปัจจุบันการแข่งขันมีสูง แต่ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ เรื่องของคุณภาพและราคาของสินค้า มักจะผกผันกัน แต่สำหรับท่านแล้ว ความซื่อสัตย์ในการทำหน้าที่ของท่าน การประเมินคุณภาพของสินค้า และการแสวงหากำไรในสินค้าที่ท่านค้าขายอยู่ เป็นหัวใจสำคัญ ของการค้าขาย ท่านได้รับสมญานามที่คนทั้งหลายตั้งไว้ ซึ่งจะแสดงออกให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะที่ใช้ในการกล่าวถึงท่านว่า “มูฮัมมัด อัลอามีน” ซึ่งตรงกับบุคลิกของท่านมากที่สุด ความซื่อสัตย์ของท่าน ท่านเป็นผู้ที่คนทั้งหลายให้ความไว้วางใจมากที่สุด เมื่อขบวนคาราวาสินค้าในกลุ่มของท่านเดินทางไปยังที่แห่งใด แน่นอนว่ากลุ่มของท่านมักได้รับความไว้วางใจจากคนในดินแดนนั้น ที่จะเดินมาเลือกหาและซื้อสินค้าจากกลุ่มของท่าน นับว่าขึ้นชื่อในเรื่องของความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง
ท่านทั้งหลาย
การยกย่อง ชื่นชมและให้เกียรติแด่ท่าน เมื่อยามกล่าวถึง “Muhammad Khaira Khalqillah Sallu ‘ala Rasulillah, Habibil Mustafa” เป็นเกียรติยศที่ชนทั้งหลายเปล่งเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญต่อท่าน วัตรปฏิบัติของท่านที่ประชาชาติทั้งหลายดำเนินตาม หาใช่เป็นแนวทางที่มุ่งสู่การข่มขู่หรือใช้ปลายกระบอกปืนพุ่งใส่ เพื่อที่จะเรียกร้องเชิญชวนให้ทุกคนก้าวเข้ามาสู่การเป็นมุสลิม ตรงกันข้าม การเรียกร้องเชิญชวนให้ผู้คนเข้ารับอิสลาม เป็นไปในวงจำกัดในกลุ่มผู้ใกล้ชิด และในเครือญาติ เพื่อที่ให้แต่ละคนได้รู้จักอิสลาม จนในที่สุดขยายวงไปอย่างไม่จำกัดไม่หยุดยั้ง ในทุกๆ ดินแดน ทุกๆ พื้นที่ เช่นในปัจจุบัน หาใช่เป็นการแสวงหาความรุนแรง แต่ตรงกันข้าม หากพิจารณาถึงการดำเนินชีวิต วจนะและแนวทางปฏิบัติที่เรียบง่ายของท่าน คือ สิ่งที่ทำให้ชนทั้งหลายเข้ามาดำเนินชีวิตในแบบฉบับของท่านและแนวทางแห่งอัลอิสลาม ขอให้พิจารณาโองการจากซูเราะห์ Al-Qur’an, 057.025 (Al-Hadid [The Iron]) ความว่า

057.025 لَقَدْ أَرْسَلْنَا رُسُلَنَا بِالْبَيِّنَاتِ وَأَنْزَلْنَا مَعَهُمُ الْكِتَابَ وَالْمِيزَانَ لِيَقُومَ النَّاسُ بِالْقِسْطِ وَأَنْزَلْنَا الْحَدِيدَ فِيهِ بَأْسٌ شَدِيدٌ وَمَنَافِعُ لِلنَّاسِ وَلِيَعْلَمَ اللَّهُ مَنْ يَنْصُرُهُ وَرُسُلَهُ بِالْغَيْبِ إِنَّ اللَّهَ قَوِيٌّ عَزِيزٌ
057.025 We sent aforetime our messengers with Clear Signs and sent down with them the Book and the Balance (of Right and Wrong), that men may stand forth in justice; and We sent down Iron, in which is (material for) mighty war, as well as many benefits for mankind, that Allah may test who it is that will help, Unseen, Him and His messengers: For Allah is Full of Strength, Exalted in Might (and able to enforce His Will).
25. โดยแน่นอนเราได้ส่งบรรดาร่อซูลของเราพร้อมด้วยหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้งและเราได้ประทานคัมภีร์และความยุติธรรมลงมาพร้อมกับพวกเขาเพื่อมนุษย์จะได้ดำรงอยู่บนความเที่ยงธรรม (เราได้ส่งบรรดาร่อซูลของเรามาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดแจ้งและสิ่งปาฏิหาริย์ที่ชัดเจนและเราได้ประทานคัมภีร์ลงมาพร้อมกับพวกเขา ซึ่งในคัมภีร์นั้น ๆ นำความสุขมาสู่มนุษยชาติ และเราได้ประทานความยุติธรรมหรือตราชูมาพร้อมกับพวกเขาเพื่อให้มนุษย์ดำรงอยู่บนความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติซึ่งกันและกัน) และเราได้ให้มีเหล็กขึ้นมา เพราะในนั้นมีความแข็งแกร่งมาก และมีประโยชน์มากหลายสำหรับมนุษย์ และเพื่ออัลลอฮฺจะได้ทรงรู้ถึงผู้ที่ช่วยเหลือพระองค์ และบรรดาร่อซูลของพระองค์ (มีความเชื่อมั่น) โดยทางลับ (ต่อพระองค์) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงพลัง ผู้ทรงอำนาจ (และเราได้ประทานเหล็กมาหมายถึงให้มีเหล็กขึ้นมา เพราะเหล็กนั้นมีความแข็งแกร่งเพื่อใช้ในการทำอาวุธสงครามและมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมายในเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนัก ตามที่อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ทรงประทานสิ่งต่าง ๆ ลงมานั้นก็เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงรู้ว่าใครบ้างที่ได้ช่วยเหลือสนับสนุนพระองค์ และบรรดาร่อซูลของพระองค์ด้วยการต่อสู้ดิ้นรนและการยืนหยัดเคียงข้างกับพวกเขาในขณะที่พวกเขาทำหน้าที่ได้นำหน้าเผยแผ่ศาสนาของพระเจ้าของพวกเขาโดยทางลับ หมายถึงว่าพวกเขามิได้เห็นอัลลอฮฺ ตะอาลา ด้วยสายตาของพวกเขา พระองค์เป็นผู้ทรงพลังไม่ทรงต้องการความช่วยเหลือจากผู้ใด จากปวงบ่าวของพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ)
จะเห็นว่า พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงคัดเลือก และแต่งตั้งศาสนทูต เพื่อประกาศศาสนาของพระองค์ ในประชาติต่างๆ เพื่อให้ทุกคนพิจารณา แล้วปฏิบัติตามข้อห้ามและข้อใช้ตามบัญญัติที่พระองค์กำหนด โดยบรรดาศาสนทูตเหล่านั้น เป็นผู้หนึ่งที่นำสารจากพระองค์มายังมวลชนทั้งหลาย เพื่อปฏิบัติศาสนกิจต่อพระองค์ด้วยความยำเกรงต่อพระองค์ บรรดาศาสนทูตจากพระองค์ แม้ว่าพระองค์จะทรงทดสอบ ตรวจสอบเขาเหล่านั้น แต่ด้วยความอดทน ยึดมั่นในพระองค์ แน่นอนว่า ชัยชนะที่พระองค์กำหนดไว้สำหรับเขาและประชาชาติของเขา คือ สัญญาที่พระองค์ทรงมีไว้สำหรับทุกคน และสัญญาของพระองค์นั้น จะตอบแทนแก่ทุกคนในวันแห่งการตัดสิน เช่นเดียวกับประชาชาติในยุคของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.) ที่พระองค์ทรงให้เกียรติและทรงตอบรับคำขอของท่านศาสดาในวันแห่งการตัดสิน ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มชนแห่งประชาชาติที่มีมาก่อนหน้านี้
ท่านทั้งหลาย
การปฏิบัติตนของเรา ผลลัพธ์ที่เราพึงได้รับ หรือรางวัลและการลงโทษ จะปรากฏกับเราเมื่อมีการตัดสิน แน่นอนว่า แต่ละคนต่างมุ่งที่จะได้รับรางวัล ไม่ต้องการการถูกลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น การดิ้นรนเพื่อให้ตนเป็นผู้ชนะในวันแห่งการตัดสิน จึงเป็นจุดมุ่งหมายของทุกๆ คนที่จะดำเนินชีวิตไปให้ถึงที่หมายในวันนั้น แน่นอนว่า พยานที่สำคัญ ประจักษ์พยานในวัตรปฏิบัติของเรา จะเป็นผู้ที่กล่าวถึงเราในพฤติกรรมทั้งหลายที่เราได้กระทำลงไป ซึ่งท่านศาสดา (ซ.ล.) ได้กล่าวถึงพยานที่สำคัญในวันดังกล่าว ดังอัลฮาดีส ความว่า
The Prophet said, “Whoever guarantees me (the chastity of) what is between his legs (i.e. his private parts), and what is between his jaws (i.e., his tongue), I guarantee him Paradise.” Narrated by : Sahl bin Sad Source : Sahih Al-Bukhari 8.799

จะเห็นได้ว่า บุคคลที่พระองค์ทรงยกย่องและให้เกียรติอย่างยิ่ง เป็นผู้ที่ทรงคัดเลือกและเลือกสรรเพื่อที่ผู้คนทั้งหลายจะดำเนินชีวิตไปตามแนวทาง วัตรปฏิบัติ และแนวปฏิบัติที่ยอดเยี่ยมชัดเจน เพื่อความสันติสุขของสังคมในภาพรวม และในชุมชนสังคมโลก ซึ่ง หากเราแต่ละคนนำแนวปฏิบัติของท่านมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตของเรา สังคมโดยรวมจะประสบสันติสุขอย่างแน่นอน

إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا
رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ
إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ
سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ
وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ
وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ
วัสสลาม
มูฮำหมัด สันประเสริฐ
10 รอบีอุ้ลเอาวัล 1433

อ้างอิง
อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย , http://www.DivineIslam.com
อัลฮาดีซ : Hadith of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com http://www.beconvinced.com

Advertisements

ผู้ก่อการร้าย

มิมบัรออนไลน์

คุตบะห์วันศุกร์  3 รอบีอุ้ลเอาวัล 1433    (วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555)

ผู้ก่อการร้าย

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

 إِنَّ الدِّينَ عِنْدَ اللَّهِ الإسْلامُ وَمَا اخْتَلَفَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ إِلا مِنْ بَعْدِ مَا جَاءَهُمُ الْعِلْمُ بَغْيًا بَيْنَهُمْ وَمَنْ يَكْفُرْ بِآيَاتِ اللَّهِ فَإِنَّ اللَّهَ سَرِيعُ الْحِسَابِ

 فَإِنْ حَاجُّوكَ فَقُلْ أَسْلَمْتُ وَجْهِيَ لِلَّهِ وَمَنِ اتَّبَعَنِ وَقُلْ لِلَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ وَالأمِّيِّينَ أَأَسْلَمْتُمْ فَإِنْ أَسْلَمُوا فَقَدِ اهْتَدَوْا وَإِنْ تَوَلَّوْا فَإِنَّمَا عَلَيْكَ الْبَلاغُ وَاللَّهُ بَصِيرٌ بِالْعِبَادِ

 إِنَّ الَّذِينَ يَكْفُرُونَ بِآيَاتِ اللَّهِ وَيَقْتُلُونَ النَّبِيِّينَ بِغَيْرِ حَقٍّ وَيَقْتُلُونَ الَّذِينَ يَأْمُرُونَ بِالْقِسْطِ مِنَ النَّاسِ فَبَشِّرْهُمْ بِعَذَابٍ أَلِيمٍ

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์มากมายที่เราได้สัมผัส หลายเหตุการณ์มีบทเรียนแห่งการดำเนินชีวิต   ให้เราได้เรียนรู้ เพื่อปรับปรุงตนเอง ปรับปรุงพฤติกรรม และถ่ายทอดบทเรียนดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทาง ดำเนินชีวิต ซึ่งเราต้องจำแนกบทเรียนดังกล่าว ตามบริบทและวิถีทางที่เที่ยงตรง เพื่อตอบโจทย์บทเรียนดังกล่าว ให้ดำเนินไปในแนวทางที่เที่ยงแท้ มิใช่แนวทางของผู้หลงผิด และแนวทางแห่งมารร้ายที่พากันชักชวนให้เราละเมิดบทบัญญัติ ตามความต้องการแห่งกิเลส และความอยากมีอยากได้ในสิ่งต่างๆ ตามความปรารถนา จึงขอเตือนตนเอง และท่านทั้งหลาย จงยึดมั่นตามแนวทางและคำสอนของท่านศาสดา  และย้ำเตือนตนเองให้ยำเกรงต่อพระองค์ ยึดมั่นในแนวทางแห่งพระเมตตาของพระองค์ เพราะนั่นคือหนทางแห่งผู้มีชัย หาใช่หนทางของพวกที่หลงผิดและพวกที่บิดเบือน ซึ่งจะบั่นทอนการกระทำของเราที่จะเข้าใกล้ชิดกับพระองค์ในวันแห่งการตัดสิน

ท่านทั้งหลาย

เพื่อนบ้านของเรา เป็นกระจกหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นผู้ที่จะสะท้อนให้เราเห็นได้ว่า พฤติกรรมของเราเป็นเช่นไร บางครั้งเราสามารถคัดกรอง การเลือกที่จะคบใครเป็นมิตรแท้ ที่จะพูดจาหรือปรับทุกข์ในเรื่องราวต่างๆ การปรึกษาหารือ เพื่อประกอบการตัดสินใจ รวมไปถึงการปรึกษาหารือในเรื่องราวส่วนตัวปัญหาชีวิต และเรื่องราวอื่นๆ ที่เราสามารถจะพูดจาในเรื่องนั้นๆ ด้วยการแสดงออกถึงความเป็นมิตรแท้เช่นกัน เราสามารถที่จะบ่งบอกได้ว่า การคบหาสมาคมกับเพื่อนบ้านของเราในระดับ หรือมีขีดจำกัดในการคบหาสมาคมกับเขาเหล่านั้น บางครั้งเราอาจทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้าน จากมิตรภาพที่มีต่อกัน กลายเป็นศัตรู มีความแค้น มีความโกรธกัน บางครั้งเป็นญาติของเรา ตระกูลเดียวกัน แต่ด้วยอารมณ์หนึ่ง ที่บ่งบอกถึงความขัดแย้งกัน เราและเขาต่างหมางเมินกัน ไม่มองหน้ากัน เกลียดชังกัน แสดงออกถึงความเป็นศัตรูกัน ทั้งๆ ที่ท่านศาสดา (ซ.ล.) มิได้สร้างแนวทางเช่นนั้น ซึ่งการเป็นศัตรูกันระหว่างเพื่อนบ้าน คือรอยแยก หรือความแตกร้าวที่ทำให้หลายๆ คน ต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความระแวง ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมไปถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน อันจะนำมาซึ่งความเดือดร้อน ในที่สุดต้องมีหน่วยงาน หรือองค์กรหนึ่ง จากภายนอกเข้ามาไกล่เกลี่ย สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น เพื่อความผาสุกในการดำเนินชีวิต

ความเป็นเพื่อนบ้าน การที่เราต้องแสดงออกถึงความเป็นมิตรแท้ด้วยมิตรภาพที่มีต่อกัน ด้วยจิตใจที่แสดงออกถึงมิตรไมตรีที่มีให้กัน เป็นแนวทางปฏิบัติที่ท่านศาสดา (ซ.ล.) ได้แจ้งไว้ในอัลฮาดีสของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนบ้านใกล้กัน และญาติสนิท ของเรา ที่เราต้องแสดงออกถึงความมีน้ำใจไมตรี ซึ่งรวมไปถึงเพื่อนบ้านของเราที่เป็นชนต่างศาสนิกของเรา เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างผาสุก และอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ความปรองดองระหว่างกัน การให้อภัยต่อกัน ความเกรงใจกันในบางครั้งที่เราต้องละเมิด หรือแสดงออกถึงการเอาเปรียบกัน ในบางเรื่อง เช่นกัน ในสังคมชุมชนระหว่างประเทศ ความเป็นเพื่อนบ้าน     แม้จะมีลัทธิการปกครองที่แตกต่างกัน ความเป็นเพื่อนบ้านกัน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลกันเป็นพิเศษ      การทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้าง การสร้างความร้าวฉานกับเพื่อนบ้าน คืออันตรายที่จะนำพาความเดือดร้อนให้กับเรา เป็นความเดือดร้อนที่เราพึงหลีกเลี่ยง เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ในวิถีชีวิตที่แต่ละคนอะลุ้มอล่วย เกรงใจกัน ปรองดองกัน ในบางครั้งอาจเกิดความระหองระแหงต่อกัน     แต่เราสามารถไกล่เกลี่ยด้วยความพอใจของทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับเพื่อนบ้านที่จ้องที่จะเอารัดเอาเปรียบต่อกัน มุ่งแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ของตนเอง เพียงเพื่อให้คนในบ้านนั้นได้รับประโยชน์สูงสุดมากกว่าคนอื่นๆ เพียงเพราะเขาควบคุมกลไกการใช้อำนาจตัดสินใจในชุมชนของเขา เพื่อนบ้านอย่างนี้      เราต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในเนื้อหาและสาระที่เราจะตรวจสอบการกระทำของเพื่อนบ้านคนนั้น

ท่านทั้งหลาย

จากข่าวสารในรอบสัปดาห์ จะเห็นถึงการป่าวประกาศของยักษ์ใหญ่มหาอำนาจ ที่กระทำตนเป็นตำรวจโลก ใช้สื่อสารมวลชนเพื่อที่จะแสดงให้กับสังคมชุมชนโลก พิจารณาไตร่ตรองถึงการเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากมีการตรวจพบว่า  บุคคลกลุ่มหนึ่งกำลังจะใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งพังพิง หรือแสดงออกถึงการก่อเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในประเทศไทย แต่หากย้อนรอยกลับไปถึงความชอกช้ำใจของกลุ่มชนอีกกลุ่มชนหนึ่งที่ถูกละเมิดอธิปไตย หรือลิดรอนสิทธิของพวกเขา เช่น “ชนชาติปาเลสไตน์” ที่ต้องทนทุกขเวทนา จากการเรียกร้องเอกราชของเขา ทั้งที่มหาอำนาจดูเหมือนจะจริงจังกับการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน แต่สำหรับ         ชนปาเลสไตน์ พวกเขาถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เพียงเพราะการเรียกร้องอิสรภาพของพวกเขาจากการกระทำของชนชาติอิสราเอล เป็นการตบหน้ายักษ์ใหญ่ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์อย่างเต็มที่บนความจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะน้ำมันดิบในประเทศตะวันออกกลาง จะเห็นว่า ความทุกขเวทนาของ           ชาวปาเลสไตน์ หาใช่แนวทางแห่งการประกาศสิทธิมนุษยชนของยักษ์ใหญ่ แต่เมื่อใดที่ชาวปาเลสไตน์    หรือชนชาติอาหรับบางกลุ่ม แสดงออกถึงการแก้แค้น การทวงสิทธิของพวกเขา กลับถูกตอกย้ำว่าเขาเหล่านั้นกำลังกระทำตนเป็น “ผู้ก่อการร้าย” โดยเฉพาะมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศต่างๆ ที่เรียกร้องสิทธิอันเป็นสิ่งอันพึงมีพึงได้และสิทธิที่พวกเขาได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญของรัฐ ที่พวกเขาสามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสม

หลายๆ ครั้ง มุสลิมตัวเล็กๆ ดิ้นรนร้องทุกข์ เพื่อแสดงออกถึงความมีสิทธิ เสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของบ้านเมือง  กลับถูกตราหน้าจากทางสังคมหรือแม้แต่พี่น้องมุสลิมเองกลับเดียดฉันท์ หรือติฉินนินทาให้ร้ายป้ายสี ทั้งๆ ที่ เขาทำเพื่อสังคมโดยรวมหาใช่ความสบายอกสบายใจของเขาเหล่านั้น บทบาทผู้ก่อการร้าย จึงเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่สนใจในการแสดงออกของกลุ่มมุสลิมกลุ่มเล็กๆ เช่นเดียวกับกลุ่มชนเหล่านั้นถูกจับตามองการเคลื่อนไหวในสถานที่ต่างๆ โดยลืมมองถึงความชอกช้ำและการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้มีทางออกต่อการดำเนินชีวิต มีทางออกที่สังคมโดยรวมจะให้การยอมรับและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ในบางครั้งผลประโยชน์มากมายของยักษ์ใหญ่ ถูกครอบงำในเชิงการบริหารกิจการจากชนชาติ “ยิว” หรืออีกนัยหนึ่ง กลุ่มชนที่สืบเชื้อสายจากชนชาติ “อิสราเอล” จะเห็นว่า     การขับเคลื่อนในทางเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่ การดำเนินธุรกิจมหาชนมากกว่าร้อยละ 80 ของทุนมหาชนของยักษ์ใหญ่ ที่กระจายไปทั่วโลก ทั้งสินค้าและบริการ  ถูกขับเคลื่อนด้วยชนชาติดังกล่าว  การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ การค้าขาย และความมั่นคงทางการทหาร ซึ่งรวมถึงอาวุธสงคราม ถูกกำหนดนโยบายจากกลุ่มทุนทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลก้าวล่วงทั้งในเชิงการเมืองและการคทหารที่ครอบงำการตัดสินใจบนตัวแทนที่ทำหน้าที่ทางการบริหารและนิติบัญญัติผ่านกระบวนการทางรัฐสภาของยักษ์ใหญ่มหาอำนาจ กระนั้นก็ตามนโยบายในการบริหารประเทศและบริหารโลกก็ถูกจำกัดเพียงกลุ่ม “ยิว” ไม่กีกลุ่มที่ขับเคลื่อนกลุ่มทุนของตนผ่านตัวแทนทางพรรคการเมืองที่หมุนเวียนกันเข้ามาบริหารประเทศ แสวงหาประโยชน์สูงสุดบนทรัพยาการธรรมชาติอันจำกัดในดินแดนต่างๆ ทั่วทั้งโลก โดยที่การละเมิดเกิดขึ้นภายใต้แนวทางกำจัดคนที่ไม่เห็นด้วย เห็นแย้ง ไม่ก้มหัวให้ โดยมุ่งมั่นเพียงประโยชน์สูงสุดที่กลุ่มเขาเหล่านั้นมีความต้องการ จะเห็นได้จากการสร้างสถานการณ์เพื่อกำจัดผู้นำจนทำลายชนทั้งชาติทำนอง “เผาบ้านเพื่อกำจัดหนูเพียงตัวเดียว” เช่นเหตุกการณ์ในอิรัก เป็นการแสดงออกถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยทาสีว่าเป็นการกำจัดระเบิดนิวเคลียร์เพราะมีสายข่าวรายงานถึงการละเมิดที่จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทำลายล้างชนชาติ “ยิว” หรืออีกนัยหนึ่ง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่มหาอำนาจ  แต่ในที่สุดเมื่อกำจัด “ซัดดัม ฮุสเซ็น” แล้ว กลับไม่สามารถนำอาวุธนิวเคลียร์มายืนยันได้แม้แต่ลูกเดียว โดยที่ความเสียหายทั้งหลายเกิดแต่ชนชาติอิรักทั้งปวง ซึ่งต้องใช้เวลาในการบูรณาการอีกชั่วอายุคน จะเห็นว่าแนวทางในแก้ไขปัญหาต่างๆ บนสังคมชุมชนโลกถูกจัดการภายใต้แรงบันดาลใจของยักษ์ใหญ่มหาอำนาจนั้น บนกรอบแนวคิดของผู้ก่อการร้าย จึงเป็นตัวแบบที่ใช้กันโดยแพร่หลายในโลกปัจจุบัน บทบาทการดำเนินแนวคิดที่มุ่งมั่นรักษาผลประโยชน์ในกลุ่มพวกของตนเพียงด้านเดียวโดยลืมมองคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของชนชาติอื่น โดยมีฉากบังหน้าในการรักษาสิทธิมนุษยชน เช่นนี้ มีมาเป็นเวลายาวนาน จากำเนิดของชนชาติยิว และจากโองการ จากอัลกุรอ่าน ซูเราะห์อาลิอิมรอน Al-Qur’an, 003.019-021 (Aal-E-Imran [The Family of Imran]) ความว่า

 

003.019 إِنَّ الدِّينَ عِنْدَ اللَّهِ الإسْلامُ وَمَا اخْتَلَفَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ إِلا مِنْ بَعْدِ مَا جَاءَهُمُ الْعِلْمُ بَغْيًا بَيْنَهُمْ وَمَنْ يَكْفُرْ بِآيَاتِ اللَّهِ فَإِنَّ اللَّهَ سَرِيعُ الْحِسَابِ

003.019 The Religion before Allah is Islam (submission to His Will): Nor did the People of the Book dissent therefrom except through envy of each other, after knowledge had come to them. But if any deny the Signs of Allah, Allah is swift in calling to account.

19. แท้จริงศาสนา ณ อัลลอฮ์นั้นคือ อัลอิสลาม(หมายถึงศาสนาแห่งการเชื่อฟัง และปฏิบัติตามโดยปราศจากการจัดแย้ง) และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ (หมายถึง ยิวและคริสต์) มิได้ขัดแย้งกันนอกจากหลังจากที่ได้รับความรู้ (หมายถึงความรู้จากอัลกุรอาน ที่ท่านนะบีนำมา)มายังพวกเขาเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากความอิจฉาริษยาระหว่างพวกเขา (คืออิจฉาริษยาพวกเขากันเองที่ยอมรับความจริง และศรัทธาต่อท่านนะบี)เอง และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮ์แล้วไซร้แน่นอนอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการชำระ

003.020 فَإِنْ حَاجُّوكَ فَقُلْ أَسْلَمْتُ وَجْهِيَ لِلَّهِ وَمَنِ اتَّبَعَنِ وَقُلْ لِلَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ وَالأمِّيِّينَ أَأَسْلَمْتُمْ فَإِنْ أَسْلَمُوا فَقَدِ اهْتَدَوْا وَإِنْ تَوَلَّوْا فَإِنَّمَا عَلَيْكَ الْبَلاغُ وَاللَّهُ بَصِيرٌ بِالْعِبَادِ

003.020 So if they dispute with thee, say: “I have submitted My whole self to Allah and so have those who follow me.” And say to the People of the Book and to those who are unlearned: “Do ye (also) submit yourselves?” If they do, they are in right guidance, but if they turn back, Thy duty is to convey the Message; and in Allah’s sight are (all) His servants.

20. แล้วหากพวกเขาโต้แย้งเจ้า ก็จงกล่าวเถิดว่าฉันได้มอบใบหน้า (ร่างกาย) ของฉัน (หมายถึงร่างกายทั้งหมดด้วยชาวอาหรับถือว่าใบหน้าเป็นส่วนสำคัญของร่างกายเมื่อระบุถึงใบหน้าจึงหมายถึงร่างกายทั้งหมดด้วย1) แด่อัลลอฮ์แล้ว และผู้ที่ปฏิบัติตามฉัน(ก็มอบ) ด้วยและเจ้าจงกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ และบรรดาผู้ที่เขียนอ่านไม่เป็น (คือพวกมุชริกีนมักกะฮ์) ว่า พวกท่านมอบ (ใบหน้าแด่อัลลอฮ์) แล้วหรือ? ถ้าหากพวกเขาได้มอบแล้วแน่นอนพวกเขาก็ได้รับแล้ว ซึ่งแนวทางอันถูกต้อง และถ้าหากพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงหน้าที่ของเจ้านั้นเพียงการประกาศให้ทราบเท่านั้น (คือไม่มีหน้าที่บังคับให้ใครศรัทธา) และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเห็นปวงบ่าวทั้งหลาย

003.021 إِنَّ الَّذِينَ يَكْفُرُونَ بِآيَاتِ اللَّهِ وَيَقْتُلُونَ النَّبِيِّينَ بِغَيْرِ حَقٍّ وَيَقْتُلُونَ الَّذِينَ يَأْمُرُونَ بِالْقِسْطِ مِنَ النَّاسِ فَبَشِّرْهُمْ بِعَذَابٍ أَلِيمٍ

003.021 As to those who deny the Signs of Allah and in defiance of right, slay the prophets, and slay those who teach just dealing with mankind, announce to them a grievous penalty.

21. แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา (หมายถึงชาวยิว) ต่อโองการทั้งหลายของอัลลอฮ์ และฆ่าบรรดานะบีโดยปราศจากความเป็นธรรม และฆ่าบรรดาผู้ที่ใช้ให้มีความยุติธรรม จากหมู่ประชาชนนั้น (คือ ฆ่าประชาชนที่เรียกร้องให้มีความยุติธรรม) เจ้า (มุฮัมมัด) จงแจ้งข่าวดี (การแจ้งข่าวลงโทษด้วยคำว่า “ข่าวดี” นั้นเป็นการปรามที่รุนแรงยิ่งแก่ ผู้ที่ดื้อดัน) แก่พวกเขาเถิด ด้วยการลงโทษอันเจ็บแสบ

 

จากโองการที่ได้หยิบยกมาข้างต้น  จะเห็นได้ว่า ผลประโยชน์ของ “ยิว” ที่เขาปกปักรักษาเป็นสิ่งที่สร้างสมกันเป็นวัฒนธรรมของชนชาติ ความป่าเถื่อนในอดีตสั่งสมให้เห็นถึงความเลวร้ายในปัจจุบันที่ดำเนินต่อมาให้ดูเหมือนเขาใจดีมีเมตตา แต่แท้ที่จริง เขาทำเพื่อประโยชน์ในกลุ่มของตนพวกพ้องของตนโดยมองข้ามคุณค่าใมนความเป็นมนุษย์ในชนชาติอื่นๆ การมุ่งมั่นเป็นปฏิปักษ์กับท่านศาสดา (ซ.ล.) เพียงเพื่อรักษาคัมภีร์หรือพันธะสัญญาเดิมในอดีตให้คงอยู่ เป็นการบ่งบอกให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวและความอหังกาที่ท้าทายพระบัญชาของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และแน่นอนว่าในไม่ช้าชนชาติที่มุ่งเอารัดเอาเปรียบต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้น จะต้องถูทดสอบและถูกท้าทายตามความประสงค์ของพระองค์

ท่านทั้งหลาย

ความเพียงพอ ความพอดี และการรักษาคุณค่าในเชิงวัฒนธรรม เป็นแนวทางสากลที่ทำให้คนเรามีความสุข หาใช่การแสวงหาประโยชน์เฉพาะของตนเองโดยมองข้ามความสำคัญของคนอื่น การดูแลและพึ่งพาอาศัยกันในชุมชนทำให้สังคมน่าอยู่ การมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข คือความต้องการของทุกๆ คนในสังคม ดังนั้น สังคมที่เป็นสุข เป้นสังคมที่ทุกๆ คนในสังคมอยู่กันอย่างราบรื่น ปกป้องและคุ้มครองกันไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เห็นอกเห็นใจกัน ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำกัน ดูแลและโอบอ้อมอารีซึ่งกันและกัน ไม่หวาดระแวงกัน สังคมเช่นนี้เป็นสังคมแห่งอุดมคติ ที่หาได้ยากในปัจจุบัน ดังนั้น หากเราดูแลซึ่งกันและกัน ไม่เอาเปรียบกัน เช่นนี้ ทุกคนในสังคมจะอยู่กันอย่างมีความสุข ขอให้พิจารณาอัลฮาดีส ความว่า

Truly of those devoted to Me the one I most favour is a believer who is of meagre means and much given to prayer, who has been particular in the worship of his Lord and has obeyed Him inwardly, who was obscure among people and not pointed our, and whose sustenance was just sufficient to provide for him yet he bore this patiently.  Then the Prophet (pbuh) rapped his hand and said: Death will have come early to him, his mourners will have been few,  his estate scant.   Source: Hadith Qudsi 26

 

ท่านทั้งหลาย

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน ทุกคนมีลมหายใจเช่นเดียวกัน การดำเนินชีวิตมีความต้องการในปัจจัยสี่ที่ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น การที่คนๆ หนึ่งสามารถดำเนินชีวิตไปได้ด้วยความพอเพียง และทุกคนในสังคมรู้จักที่จะแบ่งปันกัน เกื้อกูลกัน เช่นนี้ทุกคนมีความสุข แต่ชุมชนใดที่ขาดซ฿งความรักความปรองดองกัน ไม่สามัคคีกัน มุ่งมั่นที่จะแสวงหาความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นแล้ว แน่นอนในไม่ช้าสังคมนั้นต้องดำเนินไปด้วยความหวาดระแวง บ้านที่อยู่ใกล้กันขาดความไว้วางใจกัน สังคมอย่างนี้ในไม่ช้าคงพบจุดจบแห่งความหายนะ และคนที่เอาเปรียบคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา คนๆ นั้น ไม่สามารถอยู่รอดปลอดภัยอย่างมีความสุขได้ เช่นเดียวกับสังคมชุมชนโลก ความหลากหลาย ความซับซ้อนของปัญหา ตลอดจนแนวทางในการแก้ไขปัญหา แต่หากทุกๆ สังคมมองเห็นคุณค่าและความสำคัญแม้ในชนกลุ่มน้อยที่ต้องการความช่วยเหลือ แน่นอนว่า เราทุกคนต้องช่วยกันดูแล เกื้อกูลกัน แล้วความผาสุกย่อมเกิดขึ้นในทุกสังคม

 

 

  إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

 سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

 وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

วัสสลาม

มูฮำหมัด   สันประเสริฐ

26  ซอฟัร 1433

 

อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย   , www.DivineIslam.com

อัลฮาดีซ  :   Hadith of The Day  V 1.0  Freeware by FaridAnasri  avater@muslimonline.com    www.beconvinced.com

 

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ จากความสนุกในช่วงเทศกาลรื่นเริง เป็นความทุกข์ที่ได้รับในวันแห่งการตอบแทน

มิมบัรออนไลน์

คุตบะห์วันศุกร์  26  ซอฟัร 1433    (วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555)

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ จากความสนุกในช่วงเทศกาลรื่นเริง เป็นความทุกข์ที่ได้รับในวันแห่งการตอบแทน

 

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

 هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَكَفَى بِاللَّهِ شَهِيدًا

الزَّانِيَةُ وَالزَّانِي فَاجْلِدُوا كُلَّ وَاحِدٍ مِنْهُمَا مِائَةَ جَلْدَةٍ وَلا تَأْخُذْكُمْ بِهِمَا رَأْفَةٌ فِي دِينِ اللَّهِ إِنْ كُنْتُمْ تُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ وَلْيَشْهَدْ عَذَابَهُمَا طَائِفَةٌ مِنَ الْمُؤْمِنِينَ

الزَّانِي لا يَنْكِحُ إلا زَانِيَةً أَوْ مُشْرِكَةً وَالزَّانِيَةُ لا يَنْكِحُهَا إِلا زَانٍ أَوْ مُشْرِكٌ وَحُرِّمَ ذَلِكَ عَلَى الْمُؤْمِنِينَ

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านพ้นไป เราได้เก็บเกี่ยวหรือได้แง่คิดในการปฏิบัติตนของเราบ้างหรือไม่ จะเห็นว่า สังคมปัจจุบัน มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายมากขึ้น โดยเฉพาะบรรดาเยาวชน ลูกหลานของเราที่อยู่ในวัยเรียนต่างกระทำการตามตัวอย่างกัน โดยไม่แยกแยะระหว่างคุณค่าความดีงามกับความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม การทำตามกันในเรื่องที่ดีงาม เป็นสิ่งที่ควรได้รับการชื่นชม แต่สำหรับการกระทำการตามกันในเรื่องที่น่ารังเกียจ ลามก นั้น เป็นสิ่งที่ต้องว่ากล่าวตักเตือน เพื่อให้หยุดการกระทำดังกล่าวนั้น และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับคนรุ่นใหม่ที่จะรื้อฟื้นกระทำการตามๆ กัน ไป เกิดความเสียหายในภาพรวม ดังนั้น จึงขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย จงพิจารณาถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นกับเยาวชนของเรา สังคมของเรา หากสิ่งเหล่านี้บังเกิดขึ้นในหมู่ชนผู้ศรัทธา ซึ่งมุ่งมั่นแสวงหาความโปรดปราณจากพระองค์ แต่ในขณะเดียวกันการควบคุมเอาใจใส่ ดูแลเด็กในปกครองของเราเราทำได้ทั่วถึงหรือไม่ เราละเลย หรือบกพร่องต่อการทำหน้าที่ผู้ปกครองผู้ที่จะหยิบยื่นหรือสื่อถึงสิ่งที่เราควรจะมองและให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตนของบรรดาเยาวชนเหล่านั้น ในการดำเนินชีวิตของเขา ทำอย่างไรที่จะทำให้เด็กๆ ผู้บริสุทธิ์อยู่ในแนวทางและปฏิบัติตนในกรอบแห่งศีลธรรมจรรยา ไม่หลงระเริงไปกับสิ่งเย้ายวน ความสนุกสนานในกลุ่มเด็กๆ ด้วยกันที่มีอิสรเสรีที่จะกระทำการใดๆ ตามอารมณ์ ความอยากสนุกสนานในกลุ่มของตนเอง จนลืมวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของสังคมและศาสนาอันเป็นที่รักยิ่งของเรา โดยมองข้ามผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการะทำเพียงมุ่งเน้นความสนุกสนานตามอารมณ์ แล้วที่สุด ความตกต่ำที่เกิดขึ้น ใครต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ในแง่มุมของผู้ศรัทธา จงพิจารณาถึงการหาทางป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้น การปกป้องบรรดาเยาวชน ลูกหลานของเราให้ออกห่างไกลต่อบรรดาการกระทำที่จะส่งผลให้เกิดความเสียหาที่จะเกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุด ผู้ปกครองต้องเป็นหลัก เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการประพฤติปฏิบัติตนแก่เขาเหล่านั้น ต่อไป

ท่านทั้งหลาย

ความเสื่อมโทรมเกี่ยวกับการปฏิบัติตนของเด็กๆ และเยาวชนในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากการปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ หรือมองข้ามความสำคัญของบรรดาผู้ปกครอง การที่เราปล่อยให้โอกาสที่ดีในการที่จะตักเตือนกันในครอบครัวแม้ในเรื่องที่เล็กๆ น้อย เช่น การรับประทานอาหารร่วมกันของคนในครอบครัว การอบรมสั่งสอนแก่บรรดาเด็กๆ และเยาวชนที่กำลังเจริญเติบโตมิให้หลงใหลหรือเพลิดเพลินกับกระแสที่ระบาดกันอย่างแพร่หลายในกลุ่มเยาวชน สิ่งเหล่านี้บรรดาผู้ใหญ่ต้องตามกระแสให้ทัน เพื่อปกป้องและป้องกันมิให้เด็กๆ เหล่านั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสและเดินตามรอยเท้าแห่งความยั่วยวนใจที่มาพร้อมกับค่านิยมในสังคมแห่งความสนุกสนานตามอารมณ์ปรารถนา แล้วความเสียใจที่เกิดขึ้น มั่นติดอยู่ในใจอย่างยาวนานตราบชั่วชีวิตของเรา

การล่วงละเมิดประเวณี  “ซินา” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันตามหน้าหนังสือพิมพ์  “ซินา” เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ทั้งสิ่งเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามองข้าม ไปจนถึงสิ่งที่เป็นสิ่งที่เลวร้ายไม่สามารถแก้ไขได้ เยาวชนของเราจึงตกเป็นเหยื่ออันโอชะของบรรดามารร้ายที่มาล่อลวงหลอกล่อ และก้าวข้ามเข้าไปในเรื่องราวเหล่านั้น เด็กๆ มักจะชอบทำตามบรรดาคนดัง บรรดาดาราที่มีชื่อเสียง ในเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะบรรดาเด็กวัยรุ่น ที่มักชื่นชอบและหลงใหลได้ปลื้ม ไปกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ การดำเนินชีวิตตามคนดัง การก้าวผิดพลาดจนถึงขั้นการตั้งครรภ์นอกสมรส รวมถึงการจัดพิธีแต่งานทั้งๆ ที่เจ้าสาวตั้งครรภ์ได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากพิจารณาตามหลักการทางศาสนาอิสลาม หรือในทางความเชื่อทางศาสนาอื่นๆ รวมถึงวัฒนธรรมไทย แล้ว ล้วนเป็นสิ่งที่ผิดจารีตประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม แม้บรรดาเขาเหล่านั้นจะมองข้ามโดยอ้างว่าเป็นเพียงกระบวนการทางประเพณีหรือ เป็นเพียงวิธีการหนึ่งๆ ที่สังคมยอมรับ แต่เขาเหล่านั้น กระทำการในแบบวิธีเฉกเช่นเดียวกับสัตว์ที่ถึงเวลาหรือฤดูกาลที่จะผสมพันธุ์เพื่อความอยู่รอดของตระกูลสัตว์เหล่านั้นแล้ว เช่นนี้คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ คุณค่าที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เป็นสิ่งที่จำแนกให้เห็นถึงสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสิ่งมีชีวิตอื่นๆ กับมนุษย์ แนวความคิดแบบสังคมตะวันตก ที่นิยมวิธีการ “อยู่กินก่อนแต่ง” เป็นแนวคิดที่แตกต่างจากวัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมอิสลามอย่างสิ้นเชิง วิธีการดังกล่าว บ่งบอกให้เห็นถึงความเหมือนกันระหว่างสัตว์กับมนุษย์ในการดำเนินวิถีชีวิตแห่งการแพร่พันธุ์ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับมนุษย์ที่มีสติปัญญา คุณค่า และเกียรติยศ ที่สัตว์ไม่มี ขอให้เราทั้งหลาย จงพิจารณาโองการจากอัลกุรอ่านซูเราะห์ อันนูร  Al-Qur’an, 024.002-003 (An-Noor [The Light]) ความว่า

024.002 الزَّانِيَةُ وَالزَّانِي فَاجْلِدُوا كُلَّ وَاحِدٍ مِنْهُمَا مِائَةَ جَلْدَةٍ وَلا تَأْخُذْكُمْ بِهِمَا رَأْفَةٌ فِي دِينِ اللَّهِ إِنْ كُنْتُمْ تُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ وَلْيَشْهَدْ عَذَابَهُمَا طَائِفَةٌ مِنَ الْمُؤْمِنِينَ

024.002 The woman and the man guilty of adultery or fornication,- flog each of them with a hundred stripes: Let not compassion move you in their case, in a matter prescribed by Allah, if ye believe in Allah and the Last Day: and let a party of the Believers witness their punishment.

2. หญิงมีชู้และชายมีชู้ พวกเจ้าจงโบยแต่ละคนในสองคนนั้นคนละหนึ่งร้อยที  (สิ่งที่เราบัญญัติแก่พวกเจ้าคือ ให้โบยพวกทำชู้ (ทำซินา) ที่ยังมิได้แต่งงาน (หรือชายโสด หญิงโสด) คนละหนึ่งร้อยที เป็นการลงโทษแก่เขาทั้งสองที่กระทำอาชญากรรมที่น่ารังเกียจ) และอย่าให้ความสงสารยับยั้งการกระทำของพวกเจ้าต่อคนทั้งสองนั้น ในบัญญัติของอัลลอฮฺเป็นอันขาด  (คืออย่าให้ความสงสารและความเมตตาระงับการกระทำของพวกเจ้าในบัญญัติของอัลลอฮฺ คือโบยแต่เพียงเบา ๆ หรือลดจำนวนโบย พวกเจ้าจงโบยให้เจ็บจริงๆ) หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก และจงให้กลุ่มหนึ่งของบรรดาผู้ศรัทธาเป็นพยานในการลงโทษเขาทั้งสอง (การเป็นพยานในการลงโทษนั้นนับได้ว่าเป็นการประจาน เพื่อให้เป็นแบบฉบับและเป็นที่เข็ดหลาบ สาเหตุของการประทานโองการนี้คือ มีรายงานว่า สตรีผู้หนึ่งชื่อ “อุมมุมะฮ์ซูล” ซึ่งเป็นโสเภณี เธอจะร่วมประเวณีกับผู้ชายโดยตั้งเงื่อนไขว่า เธอจะเป็นผู้จ่ายเงินให้เขา ชายมุสลิมคนหนึ่งประสงค์จะแต่งงานกับเธอ เขาจึงได้ไปแจ้งต่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อัลลอฮฺจึงได้ประทานโองการนี้ลงมาว่า)

024.003 الزَّانِي لا يَنْكِحُ إلا زَانِيَةً أَوْ مُشْرِكَةً وَالزَّانِيَةُ لا يَنْكِحُهَا إِلا زَانٍ أَوْ مُشْرِكٌ وَحُرِّمَ ذَلِكَ عَلَى الْمُؤْمِنِينَ

024.003 Let no man guilty of adultery or fornication marry and but a woman similarly guilty, or an Unbeliever: nor let any but such a man or an Unbeliever marry such a woman: to the Believers such a thing is forbidden.

3. ชายมีชู้จะไม่สมรสกับใคร นอกจากกับหญิงมีชู้หรือหญิงมุชริกะฮ์ และหญิงมีชู้จะไม่มีใครสมรสกับเธอ นอกจากกับชายมีชู้หรือชายมุชริก (ชายมีชู้และหญิงมีชู้ ไม่เหมาะสมที่จะสมรสกับหญิงบริสุทธิ์ที่มีเกียรติ แต่จะสมรสกับผู้ที่มีสภาพเดียวกันหรือเลวกว่า หรือมุชริกะฮ์หรือมุชริก คือผู้ที่ตั้งภาคีหรือคนกาฟิรนั่นเอง) และ (การมีชู้) เช่นนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่บรรดาผู้ศรัทธา

ท่านทั้งหลาย

ไม่ว่าท่านจะมีตำแหน่งทางสังคมในระดับใดก็ตาม คุณค่า เกียรติยศ เป็นสิ่งที่กำหนดกรอบ กติกาแห่งสังคมนั้น ท่านจะดำรงรักษามันไว้อย่างไร อยู่ที่ท่านจะกำหนดขอบเขต คุณค่า ความสูงส่งของมัน ด้วยกรอบแห่งวัฒนธรรม ประเพณีและศาสนาเป็นที่ตั้ง เป็นที่ปกคลุม ตนเองให้ออกห่างไกลจากความเลวร้าย ความยากแห่งตัณหา ความปรารถนาที่เป็นเส้นแบ่งแยกความแตกต่างกันระหว่างสัตว์และมนุษย์ กระนั้นก็ตาม วันนี้ท่านอยู่ในจุดใดของสังคม นักการเมือง นักแสดง นักการศาสนา ผู้นำ หรือบุคคลธรรมดา หากเมื่อใดท่านมีความบกพร่องในทางศีลธรรม โดยเฉพาะเรื่องราวทางเพศ “ซินา” ความตกต่ำจะพานพบกับชีวิตของท่าน เราได้เห็นตัวอย่างมากมาย เช่น นักการเมืองที่นิยมชมชอบการทำ “ซินา” กับเด็กวัยรุ่น บทลงโทษ คือการถูกจำคุกตลอดชีวิต แม้ในเรื่องราวเดียวกันเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในหมู่นักแสดงหรือนักการเมืองรุ่นใหม่ เช่น ค่านิยมที่ “ท้องก่อนแต่ง” หรือ “คลอดก่อนกำหนด” ของนักแสดงหลายๆ ท่าน ในปัจจุบัน แม้บทลงโทษในทางสังคมไม่มี และยังมีผู้นิยมชมชอบกันที่เป็นค่านิยมแฝงในปัจจุบัน ของคนในสังคม แต่บทลงโทษสำหรับพระองค์ในวันแห่งการตัดสิน เป็นสิ่งที่ประองค์ทรงประกันและให้ความสำคัญต่อการลงโทษกับบรรดาผู้กระทำความผิดในเรื่องราวเหล่านี้ ดังนั้น หากเราอยากใกล้ชิดพระองค์ สัญญาที่มีต่อพระองค์ในการดำเนินชีวิตในแนวทางอันเที่ยงตรง แสวงหาความโปรดปราณจากพระองค์แล้ว เราพึงต้องดำเนินการให้ตัวของเราและเด็กๆ ในปกครองของเรา ออกห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้ พร้อมทั้งสร้างเกราะกำบัง สร้างตัวอย่างที่ดี อบรมสั่งสอนบรรดาเยาวชนของเราให้ออกห่างไกลต่อเรื่องราวเหล่านี้ แล้วเราจะประสบความจำเริญในพระประสงค์ของพระองค์ สุดท้ายนี้ ขอให้เราทั้งหลายพิจารณาพระวจนะของท่านศาสนา ความว่า

There are three whose adversary I shall be on the Day of Resurrection: a man who has given his word by Me and has broken it; a man who has sold a free man and has consumed the price; and a man who has hired a workman, has exacted his due in full from him and has not given him his wage.

Source: Hadith Qudsi 21

หากเรามุ่งมั่นในรางวัลและผลตอบแทนที่ล้ำค่าแล้ว ในการดำเนินชีวิตของเรา ในเรื่องราวที่เล็กๆ น้อยๆ     เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเพราะทุกๆ การกระทำของเรา จะเป็นประจักษ์พยานใจนวันแห่งการตัดสิน วันนี้ เราอาจชื่นชมและให้ความสำคัญต่อภารกิจที่เราได้รับมอบหมาย แต่ถ้าเรามองข้ามหรือปล่อยปละละเลยการทำหน้าที่ของเราแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ แต่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของเราทั้งในวันนี้และวันแห่งการตัดสินแล้ว เราต้องไม่มองข้ามในเรื่องราวที่เล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น ดังนั้น การดำเนินชีวิตปัจจุบันของเราก็เช่นเดียวกัน เราอาจมองข้ามความสำคัญในการกระทำตัวอย่างที่ดีกับบรรดาเด็กๆ เหล่านั้น เราให้ความสำคัญกับคนดัง คนที่เป็นตัวอย่างเลวๆ กับเด็กๆ เหล่านั้น แล้วในวันแห่งการตัดสิน เราจะวางสีหน้า แววตาต่อพระองค์เช่นไร เรามีความกล้าหาญหรืออ่อนแอที่จะรับผิดชอบในบรรดาการกระทำเรื่องละเมิดต่อพระองค์ เช่นนั้นหรือ หรือเรามีสีหน้าหม่นหมองยอมรับในความผิดที่เราได้กระทำลงไป นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องพิจารณา แต่สำหรับผู้ศรัทธาต่อพระองค์แล้ว เราต้องรับผิดชอบและยำเกรงต่อพระองค์ โดยมีทิศทางที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิต และยึดมั่นอย่างมั่นคงต่อพระองค์ และคำสอนของท่านศาสดา นั่นคือแนวทางของผู้ที่จะได้รับชัยชนะจากพระองค์

 

 

  إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

 سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

 وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

วัสสลาม

มูฮำหมัด   สันประเสริฐ

26  ซอฟัร 1433

 

อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย   , www.DivineIslam.com

อัลฮาดีซ  :   Hadith of The Day  V 1.0  Freeware by FaridAnasri  avater@muslimonline.com    www.beconvinced.com

 

เมื่อมีสัญญาณเตือนปรากฏ เราพร้อมเตรียมรับอย่างไร

มิมบัรออนไลน์

คุตบะห์วันศุกร์  7 ชะห์บาน 1432    (วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554)

เมื่อมีสัญญาณเตือนปรากฏ เราพร้อมเตรียมรับอย่างไร

 

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

 يَا أَيُّهَا النَّاسُ اعْبُدُوا رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

 يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ حَقَّ تُقَاتِهِ وَلا تَمُوتُنَّ إِلا وَأَنْتُمْ مُسْلِمُونَ

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

ขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย จงอยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรงของพระองค์ อย่าได้เผลอไผไปกับสิ่งเย้ายวนยั่วอยู่ของบรรดาผู้ที่หลงทาง หลงผิด หรือผู้ที่ออกนอกแนวทางทาง ผู้ไม่รู้ที่ทำตนเป็นผู้ชี้แนะแนวทางที่ผิดๆ ซึ่งนับวันคนจำพวกนี้จะมีมากขึ้น แล้วการกระทำผิด ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของคนในสังคมนับวันย่อมเกิดขึ้นมาก ดังนั้น ขอให้เราทั้งหลายจงสำรวมตน มุ่งมั่นและตรวจสอบอามั้ลของตนเองตลอดเวลา เพื่อเราทั้งหลายจะได้ไม่ออกนอกแนวทาง และขอให้เราทั้งหลายจงอยู่ในหมู่ของผู้ยำเกรงต่อพระองค์ ประกอบอามั้ลความดีให้มากๆ เพราะนั่นคือหนทางเดินของผู้ที่ยำเกรง นอบน้อมต่อพระองค์ เกรงกลัวพระองค์ประหนึ่งว่า เราอยู่ต่อหน้าพระองค์ เรากำลังถูกตรวจสอบจากพระองค์ ทั้งๆ ที่เราไม่เห็นพระองค์ แต่เรามิใช่ผู้ที่กลับกลอกที่ทำความดีความชอบเพียงเฉพาะต่อหน้าคนแต่ลับหลับกลับมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความปลิ้นปล้อน หลอกลวง สิ่งที่สั่งสอนคนอื่นๆ แต่ตนเองกลับทำในทางตรงกันข้าม หรือเป็นคนถือตำราและลับหลังคนอื่นกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม อย่างนี้เป็นเรื่องที่น่าละอาย

ท่านทั้งหลาย

ตัวอย่าง หรืออุทาหรณ์ ที่หลายๆ คนหยิบยกกันขึ้นมาเพื่อพิจารณา ศึกษาและถือเป็นบทเรียนในการปรับปรุงตนเอง เป็นสิ่งที่สังคมโดยทั่วไปกำลังจับตากันเพื่อศึกษา ปรับปรุงแก้ไข ในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับเรื่องราวที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อนในเรื่องต่างๆ การเรียนรู้จากตัวอย่างหรือจากกรณีศึกษา ถือว่าเป็นการซ่อมสร้างแก้ไขในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่หลายๆ องค์กร ต่างเรียนรู้เพื่อปรับปรุงองค์กรให้ก้าวเดินต่อไปอย่างมีสมรรถนะ เกิดประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับตัวสมาชิกในองค์กรที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นใจและเกิดความผิดพลาดน้อยลง การเรียนรู้ในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของคนไทยในทำนองที่ว่า “วัวหายแล้วล้อมคอก” แม้ว่าจะช้าไปนิด แต่ถ้าเราสามารถแก้ไขในความบกพร่องต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อุดรูรั่ว อุดช่องว่าง อุดรอยร้าว แก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ แม้จะช้าหรือสายเกินไป แต่ชั่วชีวิตของเรายังมีสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเราอีกมาก บางครั้งหากเราประกอบกิจกรรมที่ไม่แตกต่างจากเดิมแล้ว การดำเนินชีวิตของเราจะเกิดประสบการณ์จากข้อบกพร่องเดิมๆ ที่เราต้องปรับปรุงให้เข้ากับสภานการณ์ต่างๆ อยู่เป็นประจำ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละองค์กร ย่อมประสบกับปัญหาที่มีรากฐานไม่แตกต่างไปจากเรื่องเดิมๆ มากนัก บางครั้งต้นเหตุแห่งปัญหา อาจมาจากสาเหตุเบื้องต้นที่ไม่แตกต่างจากเดิมเลยก็เป็นไปได้ ดังนั้น ในการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวัน เราจึงควรหยิบยกปัญหาต่างๆ ให้เป็นกรณีศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างถูกวิธี ลดความผิดพลาด ลดเงื่อนไขอื่นใดอันจะนำซึ่งปัญหาหรือข้อขัดแย้งอันจะส่งผลต่อการดำเนินภารกิจในครอบครัว ชุมชน และสังคม เกิดความวุ่นวายแห่งปัญหา ซึ่งจะหมักหมมไม่มีแนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น

ท่านทั้งหลาย

ในการดำเนินชีวิตของเราแต่ละวัน การเร่งรีบ เพื่อทำงานให้ทันกับเวลาที่นัดหมาย หรือในการปฏิบัติงานใดๆ ที่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา กำหนดเงื่อนเวลาเพื่อให้การดำเนินงานเสร็จสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันที่ก้องการทราบผลแพ้ชนะกัน ใครจะเข้าเส้นชัยก่อนกัน หรือการแข่งขันนั้นใครจะเป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะและใครจะเป็นผู้แพ้ ทั้งหมดจะเป็นสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ได้ว่า ความรู้สึกของฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ และความรู้สึกของฝ่ายที่ปราชัย ความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย ย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในยามที่ทุกๆคน จะถูกสอบสวนในวันแห่งการตอบแทนแล้ว สีหน้าของแต่ละคนจะแสดงออกได้ทั้งสองบทบาท  ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของแต่ละคนในยามที่เขายังมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ สามารถดำเนินการต่อเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างเสรี แต่ในขณะเดียวกัน ความเสรีในบทบาทของตนนั้น สิ่งที่บีบเร้นในการดำเนินชีวิต จะเป็นตัวกระตุ้นที่ชัดเจนว่าในวันแห่งการพิพากษานั้นผลงานของเขาแต่ละคนเป็นเช่นใด บางครั้งเรามักจะได้ยินคำกล่าวจากคนต่างๆ ว่า “ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ฉันทำอย่างนี้ดีกว่า” ซึ่งแน่นอนว่าคนทั้งหลายมักจะกล่าวเช่นนี้ เพราะในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน เขามักจะละเลยโอกาสที่ดี ยอมที่เลี่ยงการปฏิบัติภารกิจสำคัญ แลกกับความสุขชั่วครู่ชั่วยาม ลืมความยิ่งใหญ่และความสำคัญในภารกิจที่แสดงออกถึงความสำคัญในหนทางอันเที่ยงตรง ครั้นพอหมดเวลาที่จะทำหน้าที่สำคัญอันนั้น เขากลับสำเหนียกที่จะคิดและมองย้อนกลับไปในวันแห่งความสดใส วันที่เขามีความแข็งแรงและมีเวลาที่จะทำหน้าที่สำคัญของตนเองแต่เขากลับละเลยความสำคัญอันนั้น เขากลับแสวงหาสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญในการปฏิบัติตนตามแนวทางอันเที่ยงตรงชอบธรรมและหนทางอันมีเกียรติยศที่จะเขามองผ่านเลยไป ขอให้พิจารณาโองการจากอัลกุรอ่าน ซูเราะห์ อาลิอิมรอน  Al-Qur’an, 003.102 (Aal-E-Imran [The Family of Imran]) ความว่า

003.102 يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ حَقَّ تُقَاتِهِ وَلا تَمُوتُنَّ إِلا وَأَنْتُمْ مُسْلِمُونَ

003.102 O ye who believe! Fear Allah as He should be feared, and die not except in a state of Islam.

102. โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงยำเกรงอัลลอฮ์อย่างแท้จริงเถิด และพวกเจ้าจงอย่าตาย (คือให้เรามีชีวิตอยู่ในวิถีทางของอัลลอฮ์อยุ่เสมอ เพื่อว่าเมื่อได้ตายลง จะได้ตายในฐานะผู้นอบน้อมต่ออัลลอฮ์ถ้ามิเช่นนั้นแล้วก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเราจะตายในฐานะใด) เป็นอันขาดนอกจากในฐานะที่พวกเจ้าเป็นผู้นอบน้อมเท่านั้น (คือเป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่ในฐานะเป็นผู้จงรักภักดีต่ออัลลอฮ์)

และในอีกโองการหนึ่งจากซูเราะห์ อัลบ้ากอเราะห์  Al-Qur’an, 002.021 (Al-Baqara [The Cow])  ความว่า

002.021 يَا أَيُّهَا النَّاسُ اعْبُدُوا رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

002.021 O ye people! Adore your Guardian-Lord, who created you and those who came before you, that ye may have the chance to learn righteousness;

21. มนุษย์เอ๋ย! จงเคารพอิบาดะฮฺ (การให้เอกภาพแเด่อัลลอฮฺด้วยความนอบน้อมถ่อมตน และจงรักภักดีต่อประองค์) พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้า และบรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเจ้าเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะทรงยำเกรง

ท่านทั้งหลาย

เราทั้งหลายต่างมีเกียรติยศอันสูงส่งในการเกิดมาเป็นบ่าวของพระเจ้า เป็นผู้ที่ก้าวเดินตามสิ่งที่ท่านร่อซูรุ้ลลอฮ์ (ซ.ล.) เป็นผู้วางแนวทางไว้ เกียรติยศอันสูงส่งนี้ เป็นสิ่งที่มีค่าที่เราทั้งหลายต้องดำเนินชีวิตของเราตราบจนเราสิ้นลมหายใจ เราเชื่อมั่นและศรัทธาในพระองค์ เราเชื่อมั่นและก้าวเดินตามท่านศาสดาไปตามหนทางอันเที่ยงตรงปราศจากคำกล่าวอ้างใดๆ ที่จะมาลบล้างร่องรอยแห่งผู้ศรัทธานี้ไปได้ นอกจากการปล่อยปละละเลยและละทิ้งโอกาสที่สำคัญของเรา ท่านทั้งหลาย สัญญาณเตือนจากพระองค์มายังเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ หลายๆเหตุการณ์ ซึ่งเราจะสังเกตได้ในแต่ละวัน ทั้งสัญญาณเล็กๆ ตลอดจนสัญญาณใหญ่ๆ โดยเฉพาะสัญญาณแห่งวันกิยามัตที่เกิดขึ้น เป็นสัญญาณเตือนภัยที่มีมาเป็นระลอก มีมาตลอดเวลา แต่เราอาจมองเฉยๆ หรือมองเลยข้ามไป สัญญาณต่างๆ เหล่านี้ เราพร้อมยอมรับหรือเตรียมตัวต้อนรับมันอย่างไรบ้าง จะเห็นได้ว่า สัญญาณหนึ่งที่คนไทยทั้งประเทศได้ประสบแล้วจากผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ซึ่งในหลายๆ ประเทศ ต่างประสบมาแล้ว รวมไปถึงประเทศมุสลิมบางประเทศทั้งในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัญญาณนี้ เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าวันกิยามัตจะมาถึงแล้ว (วันที่ผู้ชายไม่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำ โดยผู้หญิงจะก้าวมาเป็นผู้นำแทน) กระแสที่เกิดขึ้นนี้ เป็นที่ย้ำชัดได้ว่า อีกไม่นานนี้แล้ว สัญญาณใหญ่ๆ จะติดตามมาเป็นระลอก แล้ววันนี้เราเตรียมตัวอย่างไร และในวันนี้ก้าวเข้าสูเดือนชะห์บานมาถึง 7 วันแล้ว เดือนอันมีความสำคัญยิ่งกำลังจะมาเยือนเรา เราเตรียมใช้ชีวิตและดำเนินชีวิตของเราในเดือนอันสำคัญอย่างไร บทเรียนทางการเมืองในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องต่างๆ ของฝ่ายผู้แพ้ หาใช่ว่าคนที่ถือหางจะนำมาเป็นสาระเพื่อที่จะสร้างเรื่องราวความขัดแย้งครั้งใหม่ หากแต่เราต้องแก้ไขความขัดแย้งและก้าวข้ามความขัดแย้งนั้นๆ ให้หมดไป ความปรองดอง ความสมานฉันท์ และที่สำคัญ ทิฐิ ต้องลดลง เช่นกัน ในความเป็นมุสลิมของเรา เราต้องหมั่นตรวจสอบตนเอง ตรวจสอบความยำเกรงของเราอยู่เสมอ ตลอดเวลา เช่นเดียวกับคนป่วยที่ต้องปรึกษาแพทย์ในการควบคุมความเจ็บป่วยให้อยู่ในมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อที่เราจะได้มีสุขภาพที่ดี ขณะเดียวกัน คนที่ประพฤติตนอยู่ในกรอบ แนวทางอันเที่ยงตรงก็จงยึดมั่นปฏิบัติตนเองและเพิ่มพูนตนเองไปพร้อมๆ กับการตรวจสอบตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะทุกๆ คนล้วนมีข้อบกพร่องมากมาย ขึ้นอยู่กับว่า เราจะยอมรับความจริงของตนเองมากน้อยเพียงใด 

ท่านทั้งหลาย

ขอให้เราจงดำเนินชีวิตของเราไปด้วยความละมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ชีวิตของเราเรารัก  เช่นกันทุกคนรักครอบครัวของตนเอง รักชุมชนของตนเอง รักประเทศชาติของตนเอง เราต้องอยู่ร่วมกันกับทุกๆ คนในสังคมที่มีความหลากหลาย เราทุกๆ คนต่างมุ่งมั่นเพื่อที่จะรักษาและหวงแหนซึ่งประโยชน์สุขที่ตนพึงได้รับ ต่อจากนี้ไป เราต้องรู้จักแบ่งปัน ให้ และรู้จักลดความสุขเพื่อที่จะเติมสุขให้กับทุกๆ คนในครอบครัว ในสังคมและในประเทศชาติ หาใช่ว่า แต่ละคนต่างมุ่งมั่นที่จะกอบโกยความสุข อย่างละโมบ โดยที่ไม่มองคนอื่นๆ จงพิจารณาว่า เมื่อใดที่เรามีความสุข ขอให้เราพิจารณาคนอื่นๆ บ้างว่า เขามีความสุขเหมือนเราหรือไม่ และการที่เราเป็นสมาชิกของสังคมร่วมกัน เราทำอย่างไรที่จะให้เขาเหล่านั้นมีความสุขบ้าง หรืออย่างน้อยเราทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน เพื่อที่ความสงบสุขจะบังเกิดในสังคมของเรา เวลาที่ถูกกำหนดไว้ในแต่ละกิจกรรมนั้นไม่นานนัก เมื่อเวลาหมดลง ทุกๆ คนหมดหน้าที่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่จะบ่งบอกถึงชัยชนะและความพ่ายแพ้ ที่มีทั้งเสียงหัวเราะและคราบน้ำตาของแต่ละคนในสังคมเคล้าคละปะปนกันไป  ซึงช่วงเวลาที่ดีที่สุดแห่งชีวิตของแต่ละคนนั้น คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ขอให้พิจารณาอัลฮาดีส ความว่า

Allah’s Messenger (peace be upon him) said: The most excellent fast after Ramadan is God’s month, al-Muharram, and the most excellent prayer after what is prescribed is prayer during the night.

Narrated by: AbuHurayrah   Source: Sahih Muslim 2611

ซึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการประกอบอามั้ลที่ดีของชีวิตนั้น มีช่วงเวลาที่ชัดเจน หลายๆ มุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตในช่วงนั้นให้ได้สิ่งที่ดีงามด้วยความยำเกรงต่อพระองค์ และเพื่อที่เขาจะมีความสุขในการดำเนินชีวิตของเขาเหล่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน หากทุกๆ คนไม่ลืมหน้าที่ของตนเองที่จะดำเนินการเรื่องราวใดๆ ต่อไปในช่วงเวลานั้นๆ แล้ว  เราต้องแบ่งปันความรู้ เชิญชวนให้คนอื่นๆ ได้รับทราบข้อมูลและแนวทางแห่งความสุขในการประกอบอามั้ลในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว แน่นอนว่า ทุกๆ คนย่อมได้รับการแบ่งปันความสุขและอรรถรสความ ซาบซื้งแห่งการดำเนินชีวิตในช่วงเวลาและโอกาสนั้นๆ เพื่อที่แต่ละคนนั้นจะได้ดำเนินชีวิตของตนเองในสภาพแห่งผู้ศรัทธาและยำเกรงต่อพระองค์ นั่นคือแนวทางแห่งผู้ศรัทธาที่มีความพร้อมที่จะดำเนินชีวิตในร่องรอยแห่งศาสนา เพื่อแลกกับประโยชน์และสิ่งที่ดีที่สุดในการดำเนินชีวิตของเขาเหล่านั้น

 

  إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

 سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

 وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์

วัสสลาม

มูฮำหมัด   สันประเสริฐ

อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย  http://www.alquran-thai.com/ShowSurah.asp , www.DivineIslam.com

อัลฮาดีซ  :   Hadith of The Day  V 1.0  Freeware by FaridAnasri  avater@muslimonline.com    www.beconvinced.com

ชีวิตใหม่ ของเยาวชน การตักตวง ความรู้ คุณค่าแห่งคุณธรรม

มิมบัรออนไลน์

คุตบะห์วันศุกร์  19  ซอฟัร 1433    (วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555)

ชีวิตใหม่ ของเยาวชน  การตักตวง ความรู้ คุณค่าแห่งคุณธรรม

 

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

 هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَكَفَى بِاللَّهِ شَهِيدًا

 الَّذِينَ يَأْكُلُونَ الرِّبَا لا يَقُومُونَ إِلا كَمَا يَقُومُ الَّذِي يَتَخَبَّطُهُ الشَّيْطَانُ مِنَ الْمَسِّ ذَلِكَ بِأَنَّهُمْ قَالُوا إِنَّمَا الْبَيْعُ مِثْلُ الرِّبَا وَأَحَلَّ اللَّهُ الْبَيْعَ وَحَرَّمَ الرِّبَا فَمَنْ جَاءَهُ مَوْعِظَةٌ مِنْ رَبِّهِ فَانْتَهَى فَلَهُ مَا سَلَفَ وَأَمْرُهُ إِلَى اللَّهِ وَمَنْ عَادَ فَأُولَئِكَ أَصْحَابُ النَّارِ هُمْ فِيهَا خَالِدُونَ

 يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ وَذَرُوا مَا بَقِيَ مِنَ الرِّبَا إِنْ كُنْتُمْ مُؤْمِنِينَ

 فَإِنْ لَمْ تَفْعَلُوا فَأْذَنُوا بِحَرْبٍ مِنَ اللَّهِ وَرَسُولِهِ وَإِنْ تُبْتُمْ فَلَكُمْ رُءُوسُ أَمْوَالِكُمْ لا تَظْلِمُونَ وَلا تُظْلَمُونَ

 

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

พิจารณาปฏิทินฮิจเราะห์ศักราช จะเห็นว่า เดือนซอฟัร ได้ก้าวย่างเข้ามาจนถึงช่วงกลางเดือนแล้ว ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่ของสากลก็ได้ผ่านเลยมาหลายวัน โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่สองเช่นนี้ มีวันสำคัญวันหนึ่ง นั่นคือ “วันเด็ก” เป็นวันสำคัญของเยาวชน คนรุ่นใหม่ ที่ต้องเจริญเติบโตต่อไป เป็นกำลังสำคัญของสังคม หากเราย้อนกลับไปพิจารณาถึงช่วงแห่งการก้าวย่างผ่านพ้นการก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ท่วงทำนองของการก้าวย่างดังกล่าว เป็นการก้าวย่างที่น่าสนใจต่อความเปลี่ยนแปลง ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการดำเนินชีวิต หากเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกับการเจริญเติบโตของเยาวชนแล้ว เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลและห่วงใยต่อพวกเขา ความเปลี่ยนแปลงใดๆ อันอาจเกิดขึ้นและสิ่งที่จะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต บทเรียนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตสืบต่อไป จึงขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้ จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ขอบคุณในพระมหากรุณาและความเมตตาของพระองค์ ปฏิบัติตามแนวทางใช้และห้ามของพระองค์ ดำเนินชีวิตตามแบบฉบับของท่านศาสดา ซึ่งเป็นแนวทางและแบบฉบับอันเป็นแบบแผนนั้น คือรากเหง้าแห่งความดำรงคงอยู่ของมวลมนุษยชาติตราบจนชีวิตของเราจะจบสิ้น และรอคอยผลแห่งการตอบแทนจากพระองค์ในวันแห่งการพิพากษา และเรานั้นรอคอยด้วยความหวังและความตั้งใจในภารกิจของเราจะได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่ากับการรอคอย ความหอมหวานและริ้วรอยแห่งความเปรมปรีดิ์ ล้วนแล้วเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราแทบทั้งสิ้น รางวัลแห่งความปลอบใจ จะได้สำหรับผู้ศรัทธา   

 

ท่านทั้งหลาย

ช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไป เราทั้งหลายต่างได้บทเรียนแห่งการดำเนินชีวิตไปต่างๆ ตามประสบการณ์ของแต่ละท่าน ทั้งในเรื่องราวของอุทกภัย หรือบทเรียนจากเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านั้น คือการทดสอบจากพระองค์ เป็นการทดสอบที่มีเป้าหมายที่หลากหลาย และมีบทเรียนของแต่ละเหตุการณ์ เป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนเราทั้งหลายให้หันกลับมาดูแลตนเอง ดูแลครอบครัวของเรา แต่ละบทเรียนที่ผ่านมา นั้น มันขัดเกลาจิตใจของเราในเรื่องราวใดๆ บ้าง เราได้ปรับเปลี่ยนตนเอง หรือใช้บทเรียนดังกล่าวนั้นมาเป็นบทเรียนแห่งชีวิตของเราได้มากน้อยเพียงใด เวลาที่ผ่านพ้น สำหรับคนที่สูงอายุ ดูเหมือนว่าเวลาช่างเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปเร็วมาก แตกต่างจากคนป่วยที่เวลาที่ผ่านพ้นไปช่างเนิ่นนานอะไรเช่นนั้น ต่างจากเด็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโตเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ จะมองว่าเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานสำราญ ทั้งๆ ที่เวลาดังกล่าวเราทุกคนใช้มันโดยเท่าเทียมกัน แต่ละคนมีเวลาเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่า ใครมีความสามารถที่จะบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าและส่งผลตอบแทนได้มากกว่ากัน ดังนั้น เวลาที่ผ่านไป จึงเป็นบทเรียนชีวิตของแต่ละคนที่ส่งผลต่อชีวิตในอนาคตได้ บ้างว่า ผลงานในอดีตเป็นตัวชี้วัดผลงานในปัจจุบันได้อย่างไร และเรามีเป้าหมายในอนาคตที่จะดำเนินชีวิตไปอย่างไร เช่นเดียวกัน เด็กๆ ถือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เราต้องฟูมฟักพัฒนาพวกเขาเหล่านั้น ให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีต่อไปในอนาคต วันนี้สิ่งที่เราป้อนให้กับเขา กับผลลัพธ์ หรือผลสัมฤทธิ์ที่เราพึงจะได้รับจากเด็กๆ เหล่านั้น เป็นผลงานที่ผู้ใหญ่จะภูมิใจมากน้อยเพียงใด ผลสัมฤทธิ์เหล่านั้น ย่อมเป็นประจักษ์พยานที่เด่นชัดได้ว่า ผู้ใหญ่ฝึกฝนอบรมขัดเกลาเด็กๆ เหล่านั้น ได้ตรงแนวทางหรือเป็นไปตามกรอบและหนทางที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตในสังคมตามแนวทางคำสอนจรรยา บนแนวทางของผู้เป็นมุสลิมที่ดีหรือไม่ บางครั้งสิ่งที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นป้อนข้อมูลให้กับเด็กโดยไม่ตั้งใจ กลับทำให้เด็กๆ เหล่านั้นเก็บเกี่ยวและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แม้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เป็นกิจวัตรประจำวัน จึงมองข้ามหรือละเลยไม่ได้กลั่นกรองหรือตรวจสอบก่อน บางเรื่องอาจทำให้หน่วยความจำของเด็กๆ รับเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เข้ามา และรับสิ่งเหล่านั้นไปใช้ในชีวิตของเขา โดยไม่ได้ตรึกตรองเสียก่อน ดังนั้น ผู้ใหญ่พึงต้องระมัดระวังและต้องมีสติย้ำเตือนตนเอง ในการให้ข้อมูลใดๆ กับเด็กๆ เหล่านั้น

ท่านทั้งหลาย

วันเด็กแห่งชาติ แม้ว่าในทางสากลจะได้ถูกกำหนดเอาไว้อย่างเด่นชัดแล้ว แต่สำหรับชุมชนมุสลิมโดยทั่วไปแล้ว ทุกๆ วัน คือวันเด็ก เราต้องให้ความสำคัญกับเด็กๆ ในแต่ละครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องย้อนพิจารณาตนเองอย่างรอบครอบให้ได้ว่าวันนี้เราทำตัวอย่างที่ดีสำหรับเขาเหล่านั้นแล้วหรือยัง เพราะทุกสิ่งที่ผู้ใหญ่กระทำ เด็กๆ จะจดจำไว้ทำตามในวันข้างหน้า เช่นเดียวกัน หากผู้ใหญ่ในวันนี้ หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องราวใดๆ แล้ว เด็กๆ เหล่านั้น จะซึมซับรับความคิดเหล่านั้นเอาไว้ และจะแสดงออกมาในภายหน้าโดยที่เราอาจคาดไม่ถึง ดังนั้น เราจึงต้องย้ำเตือนบรรดาผู้ใหญ่ในวันนี้ พึงสังวรว่า ท่านดำเนินชีวิตในกรอบและแนวทางอย่างไรบ้าง ท่านละเมิดต่อผู้อื่น หรือละเมิดบทบัญญัติข้อใดบ้าง หรือไม่ หรือกระทำผิดพลาดคลาดเคลื่อนทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจในเรื่องใดบ้าง สิ่งเหล่านี้ เราต้องคอยเตือนตนเองเป็นประจำ โดยมีมุมมองว่ามีสายตาคู่เล็กๆ กำลังมองตัวอย่างจากเราทุกๆ อิริยาบถ เพื่อจดจำเป็นแบบอย่างและเป็นแบบฉบับของการดำเนินชีวิตต่อไป

ท่านทั้งหลาย

เวลาในรอบ หนึ่งปี ของแต่ละคน เรามีผลการปฏิบัติงานอย่างหลากหลาย เรามีการสะสมเงินทอง บางท่านอาจมีหนี้สินบ้างตามสถานการณ์และความต้องการจับจ่ายใช้สอย บางท่านอาจมีหน้าที่และบทบาทในการเป็นผู้ให้ และบางท่านอาจเป็นผู้รับ ซึ่งในแต่ละสังคม บทบาทของผู้ให้และผู้รับนั้น มีขอบเขตกำกัดอันหนึ่ง นั่นคือ ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถให้ความเป็นธรรมให้กับทุกๆ คน ได้ตามอัตภาพ  โดยเฉพาะในการกู้หนี้ยืมสิน การซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือในการจ้างแรงงานกระทำการใดๆ ต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบว่าการกระทำการดังกล่าวนั้น เป็นการเอารัดเอาเปรียบกันหรือไม่ และในฐานะของผู้ปกครอง เราต้องพิจารณาอบรมสั่งสอน แนะนำบรรดาเด็กๆ และเยาวชนของเรา ให้ไดตระหนักถึง สันติภาพภายในสังคม การแสวงหาแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรม มากที่สุด ของเราถึงการเอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน ด้วย ขอให้พิจารณาโองการจากอัลกุรอ่านซูเราะห์ อัลบ้ากอเราะห์  Al-Qur’an, 002.275 (Al-Baqara [The Cow]) ความว่า

002.275 الَّذِينَ يَأْكُلُونَ الرِّبَا لا يَقُومُونَ إِلا كَمَا يَقُومُ الَّذِي يَتَخَبَّطُهُ الشَّيْطَانُ مِنَ الْمَسِّ ذَلِكَ بِأَنَّهُمْ قَالُوا إِنَّمَا الْبَيْعُ مِثْلُ الرِّبَا وَأَحَلَّ اللَّهُ الْبَيْعَ وَحَرَّمَ الرِّبَا فَمَنْ جَاءَهُ مَوْعِظَةٌ مِنْ رَبِّهِ فَانْتَهَى فَلَهُ مَا سَلَفَ وَأَمْرُهُ إِلَى اللَّهِ وَمَنْ عَادَ فَأُولَئِكَ أَصْحَابُ النَّارِ هُمْ فِيهَا خَالِدُونَ

002.275 Those who devour usury will not stand except as stand one whom the Evil one by his touch Hath driven to madness. That is because they say: “Trade is like usury,” but Allah hath permitted trade and forbidden usury. Those who after receiving direction from their Lord, desist, shall be pardoned for the past; their case is for Allah (to judge); but those who repeat (The offence) are companions of the Fire: They will abide therein (for ever).

275. บรรดาผู้กินดอกเบี้ยนั้น พวกเขาจะไม่ทรงตัว (หมายถึงการทรงตัวในการดำเนินชีวิต) นอกจากจะเป็นเช่นเดียวกับผู้ที่ชัยฏอนทำร้ายเขาทรงตัว (คนที่ถูกชัยฏอนทำร้ายนั้นจะมีสติฟั่นเฟือนหรือเป็นบ้า ดังนั้น การทรงตัวของผู้กินดอกเบี้ยจึงประหนึ่งคนบ้า คือบ้าเงิน) พวกเขากล่าวว่า ที่จริงการค้าขายนั้นก็เหมือนการเอาดอกเบี้ยนั้นเอง (พวกกินดอกเบี้ยกล่าวแก้ว่า การค้าขายก็เหมือนการดอกเบี้ย กล่าวคือการนำเงินไปลงทุนค้าขายก็ได้กำไร และการให้เงินเขากู้ได้กำไร ซึ่งก็เหมือนกัน) และอัลลอฮ์นั้นทรงอนุมัติการขาย และทรงห้ามการเอาดอกเบี้ย (อัลลอฮ์ทรงแจ้งให้ทราบว่า พระองค์ทรงอนุมัติแต่เพียงการค้าขาย และไม่ทรงอนุมัติการกินดอกเบี้ย เพราะการค้าขายและการกินดอกเบี้ยนั้นไม่เหมือนกันอย่างที่พวกเขาคิด) ดังนั้นผู้ใดที่การตักเตือนจากพระเจ้าของเขาได้มายังเขา แล้วเขาก็เลิก สิ่งที่ล่วงแล้วมาก็เป็นสิทธิของเขา (ดอกเบี้ยที่เขาเคยรับไว้ในอดีตนั้นเป็นสิทธิของเขา ไม่ต้องส่งคืน) และเรื่องของเขานั้นย่อมกลับไปสู่อัลลอฮ์ (อัลลอฮ์จะทรงพิจารณาเรื่องราวของเขาเอง) และผู้มดกลับ(กระทำ) อีก ชนเหล่านี้แหละคือชาวนรกโดยที่พวกเขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล

และอีกโองการจากซูเราะห์  อัลบ้ากอเราะห์ Al-Qur’an, 002.278-279 (Al-Baqara [The Cow])  ความว่า

002.278 يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ وَذَرُوا مَا بَقِيَ مِنَ الرِّبَا إِنْ كُنْتُمْ مُؤْمِنِينَ

002.278 O ye who believe! Fear Allah, and give up what remains of your demand for usury, if ye are indeed believers.

278. บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! พึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงละเว้นดอกเบี้ยที่ยังเหลืออยู่เสีย (ยังมิได้รับจากผู้ที่กู้ยืมเงิน) หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา

002.279 فَإِنْ لَمْ تَفْعَلُوا فَأْذَنُوا بِحَرْبٍ مِنَ اللَّهِ وَرَسُولِهِ وَإِنْ تُبْتُمْ فَلَكُمْ رُءُوسُ أَمْوَالِكُمْ لا تَظْلِمُونَ وَلا تُظْلَمُونَ

002.279 If ye do it not, Take notice of war from Allah and His Messenger: But if ye turn back, ye shall have your capital sums: Deal not unjustly, and ye shall not be dealt with unjustly.

279. และถ้าพวกเจ้ามิได้ปฏิบัติตาม ก็พึงรับรู้ไว้ด้วยว่า ซึ่งสงครามจากอัลลอฮ์ และร่อซูลของพระองค์ (อัลลอฮ์และร่อซูลของพระองค์จะทำสงครามกับพวกเจ้า) และหากพวกเจ้าสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวแล้ว สำหรับพวกเจ้าก็คือต้นทุนแห่งทรัพย์ของพวกเจ้า (รับเอาเฉพาะต้นทุนกลับคืนเท่านั้น) โดยที่พวกเจ้านจะได้ไม่อธรรม และไม่ถูกอธรรม (จะได้ไม่ตกอยู่ในฐานะเป็นการข่มเหงลุกหนี้ และถูกลูกหนี้ข่มเหง)

 

จะเห็นว่า ดอกผลของทรัพย์สิน ที่ได้จากการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่ไม่อนุมัติ การเอาเปรียบระหว่างกันแม้ในทางบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งถือได้ว่า การงอกเงยของทรัพย์สิน เปรียบเสมือนความเจริญของพืชพรรณธัญญาหาร ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เศรษฐทรัพย์ จะแปรเปลี่ยนไปตามมูลค่าของมันในปัจจุบัน นั่นคือมูลค่าแห่งอนาคตของมันด้อยค่าตามเวลาที่ผันแปรเปลี่ยนไป ดังนั้น ในทางวิชาการและทางกฎหมายแล้ว ดอกผลของทรัพย์สิน เป็นสิทธิที่เจ้าของทรัพย์สามารถเรียกร้องเอาได้จากผู้ใช้ทรัพย์สินนั้น โดยประหนึ่งว่า เป็นค่าจ้างในการใช้ทรัพย์สินเหล่านั้น นั่นคือสิทธิแห่งการเรียร้อง แต่ในบัญญัติตามนัยแห่งโองการอัลกุรอ่านที่ได้กล่าวมา การเรียกร้องสิทธิดังกล่าว เป็นการริดรอนสิทธิของผู้ที่ใช้ทรัพย์สินนั้น ความเป็นธรรมในเชิงของการใช้ทรัพย์สิน จะถูกกำหนดไว้ด้วยช่วงเวลา และการตกลงกันของทั้งสองฝ่าย การชดใช้ในเชิงทรัพย์ที่ถูกหยิบยืมาในปริมาณและคุณค่าของมัน เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว ต้องมีความเป็นธรรม ศาสนาอิสลาม มิได้บ่งบอกถึงการงอกงามของทรัพย์ที่ฝ่ายผู้ให้ยืมจะทวงสิทธิ์ขจากผู้ยืม ความเป็นธรรมในส่วนนี้ คือ ข้อตกลงและเงื่อนไขที่ให้สิทธิแก่ฝ่ายผู้ยืม และให้สิทธิในการทวงถามแก่ผู้ให้ยืม เมื่อครบเงื่อนไขของเวลาและมูลค่าทรัพย์สินในการส่งคืน เป็นการมอบสิทธิในการใช้ทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งแนวทางที่ได้กล่าวมา ถือเป็นระบบเกียรติยศ (Horner System) ซึ่งแต่ละฝ่ายจะต้องแสดงออกถึงสิทธิและหน้าที่ของตนในการใช้สิทธินั้น ระหว่างกัน ตัวทรัพย์สินที่เป็นของกลางจะมีมุลค่าในการส่งมอบคืนให้กับเจ้าของของมันในมูลค่าของมันเมื่อครบกำหนดตามสัญญา เช่นนี้ จึงแตกต่างจากการทำมาค้าขายที่มุ่งหวังผลกำไร และแน่นอนว่า สิทธิของการประกันสังคมของมุสลิม นั่นคือเงื่อนไขของระยะเวลาและพิกัดที่ทุกๆ คนต้องบริจาคซะกาต ตามข้อกำหนดแห่งการครอบครองทรัพย์สิน ดังนั้นหากเราได้พิจารณาถึงคุณค่าของสิทธิและหน้าที่ในการดำเนินชีวิตแล้ว เราจะใช้แนวทางนี้ให้เด็กๆ และเยาวชนของเราได้ซึมซับและเรียนรู้ถึงหน้าที่และสิทธิในการดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่ไม่มุ่งหวังที่จัเอารัดเอาเปรียบเพื่อนบ้าน และสังคมโดยรวม จริงอยู่ การเรียนรู้เพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อาจไกลตัวเกินความสามารถของเด็กๆ แต่ในฐานะของผู้ปกครอง การส่งเสริมให้เขาได้เรียนรู้ถึงบทบาท หน้าที่ สิทธิ และความรับผิดชอบ แม้ในเรื่องล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นสิ่งที่เราพึงพิจารณาให้ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เขาเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าของสังคมต่อไปในอนาคต ซึ่งในสภาพทางสังคมในปัจจุบัน น้ำใจ และความเอื้ออาทรระหว่างกัน มันเริ่มที่จะหมดไปในสังคม การมุ่งที่จะเอารัดเอาเปรียบ รวมถึงมูลค่าทางจิตใจที่หมดไปถูกพัฒนาไปสู่มูลค่าในทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น สังคมในปัจจุบัน ถูกทำให้เปลี่ยนไป ผู้คนในสังคม เริ่มตระหนักถึงการเอาตัวรอดมายิ่งขึ้น ในที่สุด คนก็จะเอารัดเอาเปรียบและเดียดฉันท์กันมากยิ่งขึ้น

ท่านทั้งหลาย

ภาวะจิตใจของคนในสังคมเรา กำลังพัฒนาไปสู่การประเมินคุณค่าทางวัตถุมากยิ่งขึ้น พิจารณาจากคำขวัญวันเด็กสามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยีซึ่งชี้ให้เห็นได้ถึงการขาดไปและมุ่งมั่นที่จะสร้างให้เกิดความสามัคคีในสังคม ในขณะที่สังคมปัจจุบัน คนมุ่งมั่นที่จะเอารัดเอาเปรียบและเห็นตัวมากขึ้น ดูได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ทุกคนมุ่งมั่นมองเพียงการเอาตัวรอดของตนเอง ชุมชนของตนเอง ในที่สุดทุกคนก็ไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์จากเหตุที่ทุกคนไม่สามารถหลีกหนีไปได้ สุดท้าย คนที่จนที่สุดและคนที่รวยที่สุดในสังคม ก็มีสภาพที่ไม่แตกต่างกัน คนที่มีอยู่ไม่สามารถหาซื้อหรือแสวงหาปัจจัยยังชีพที่อำนวยความสะดวกสบายของตนเองได้ เช่นเดียวกับคนจนที่สิ้นเนื้อประดาตัวภายใต้เหตุการณ์อุทกภัยที่มีมา ดังนั้น วันนี้ เราจึงต้องมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนขัดเกลาเด็กๆ ของเรา ให้เขาได้เรียนรู้และสร้างให้เขาได้เรียนรู้ถึงคุณค่าแห่งการให้ การไม่เอารัดเอาเปรียบต่อเพื่นๆ ของเขา สร้างจิตสำนึกในความรับผิดชอบในพันธะสัญญาที่เขามีต่อเพื่อนๆ ของเรา ดังช่นอัลฮาดีษ  ความว่า

 

ผู้ใดไม่มีความเมตตาต่อมนุษย์ เขาก็จะไม่ได้รับความเมตตาจากอัลลอฮ์

(รายงานโดย อะห์หมัด ,อัลบุคอรีย์, และอัตติรมิซีย์)

ซึ่งในสภาพทางสังคม ที่ปัจจัยต่างๆ เข้ามามีผลค่อการดำเนินชีวิตของทุกๆ คน หากแต่เรามีความยำเกรงในความเมตตาของพระองค์ และเราพร้อมที่จะกลับไปสู่ความเมตตาของพระองค์แล้ว แน่นอนว่า เด็กๆ และเยาวชนของเราจะได้เรียนรู้และพร้อมที่จะจดจำในสิ่งที่ดีงามที่เราฟูมฟักขัดเกลาเขาให้เป็นคนดีของสังคมเอที่จะจรรโลงสังคมให้มีความน่าอยู่และเป็นสังคมที่มีผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม เช่นนี้แล้ว  สังคมโดยรวมก็พร้อมที่จะรับทุกสถานการณ์และภัยพิบัติ ที่พระองค์จะทดสอบทุคนบนหน้าโลกแห่งนี้ ด้วยความสันติสุข เข้มแข็ง และเต็มที่กับทุกบททดสอบจากนี้ไป

 

  إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

 سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

 وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

วัสสลาม

มูฮำหมัด   สันประเสริฐ

อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย   , www.DivineIslam.com

อัลฮาดีซ  :   Hadith of The Day  V 1.0  Freeware by FaridAnasri  avater@muslimonline.com    www.beconvinced.com

 

เกื้อกูลกัน แบ่งปันกัน ด้วยสันติสุข

มิมบัรออนไลน์

คุตบะห์วันอีดิ้ลฟิตริ 1 เซาวาล 1432    (วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554)

เกื้อกูลกัน แบ่งปันกัน ด้วยสันติสุข

 

  الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَكَفَى بِاللَّهِ شَهِيدًا

 

الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

“ตะกับบั้ลลอฮุมินนาว่ามิงกุ้ม”

ภารกิจแห่งการถือศีลอดได้จบสิ้นลงแล้ว ขณะที่สัญญาณเริ่มต้นของวันอีดได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อฮิล้าลแรกของเดือนใหม่ปรากฏขึ้น เสียงตักบีรวันอีดได้เริ่มขึ้น ภารกิจหนึ่งภายหลังการสิ้นสุดของเดือนรอมฎอน คือ การบริจาคซากาตตุ้ลฟิตร์ ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งที่จะส่งเสริมการถือศีลอดตลอดช่วงเดือนรอมฎอนให้มีความบริสุทธิ์ซึ่งผลลัพธ์แห่งการกระทำอิบาดัรตลอดช่วงเดือนรอมฎอนนั้นมุ่งมั่นตรงต่อพระองค์ ซากาตุ้ลฟิตร์  มีกำหนดเวลา มีหลักเกณฑ์ ข้อกำหนด ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการกำหนดผู้ที่มีสิทธิ์รับซากาตดังกล่าว    เป็นภารกิจที่จบสิ้นไปแล้วก่อนการละหมาดวันอีด ซึ่งทุกๆ ท่าน ณ ที่นี้ ได้จัดการในสิทธิ์ของตนเองเสร็จสิ้นลงแล้ว ดังนั้น วันนี้จึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลอง วันแห่งชัยชนะ วันแห่งความเปรมปรีดิ์ วันแห่งเกียติยศที่เราทั้งหลายต่างมุ่งมั่นในภารกิจอันสำคัญได้สิ้นสุดลงแล้ว ชีวิตของเราทั้งหมดต่างดำเนินไปภายใต้วงล้อแห่งกาลเวลาที่ก้าวผ่านไปอยู่ตลอดเวลา เราผ่านช่วงเวลาแต่ละช่วงไปโดยมีการดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ สิ่งหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ นั่นคือ ศาสนกิจหลักที่เป็นภาคบังคับ ทั้งการละหมาด การถือศีลอด การบริจาคซ่ากาต รวมถึงการไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ ไบติ้ลลาฮิรฮารอม นครมักกะห์ โดยช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไปนั้น เราต่างมุ่งมั่นกระทำอิบาดัรไปตามข้อกำหนด เราทุกคนต่างมุ่งมั่นการกระทำให้ครบหลักเกณฑ์ตามเงื่อนไขของข้อปฏิบัตินั้นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องพิจารณา คือ หัวใจสำคัญแห่งอามั้ลอิบาดัรนั้นๆ ขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย จงยึดมั่นในหลักปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จงพิจารณาถึงหัวใจสำคัญแห่งอิบาดัรทั้งหลายนั้นมีเป้าหมายอย่างไร จงยึดมั่นถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการทำอิบาดัรนั้นๆ อิบาดัรที่มุ่งมั่นกระทำด้วยความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.)  แน่นอนว่ามีเป้าหมายเดียวคือ การกระทำด้วยจิตที่มุ่งตรงด้วยความยำเกรงต่อพระองค์นั้น เรามิได้มีจุดมุ่งหมายใดอื่นที่แฝงเร้น จุดมุ่งหมายที่ให้ความสำคัญต่อตนเอง จุดมุ่งหมายเพียงเพื่อให้คนอื่นๆ เลื่อมใสให้เกียรติต่อผู้กระทำ สิ่งเหล่านั้นหาใช่เป้าประสงค์ของอิบาดัรเหล่านั้น แน่นอนว่าภาคผลของอิบาดัรที่มุ่งมั่นกระทำด้วยความยำเกรงแล้ว ผลที่เกิดขึ้นจะมีภาคผลต่อผู้กระทำนั้นอย่างแยบคาย กล่าวคือ  การละหมาดของผู้ศรัทธาจะนำพาให้เรานั้นมีความคิดยับยั้งชั่งใจที่จะกระทำความชั่ว อิบาดัรในเรื่องการบริจาค ซ่ากาตด้วยความยำเกรงต่อพระองค์แล้ว ภาคผลนั้นนำไปสู่การแบ่งปันปัจจัยยังชีพ การให้สัดส่วนที่ครบเงื่อนไขตามข้อกำหนดเพื่อที่ผู้ที่มีสิทธิ์ในตัวทรัพย์ซ่ากาตนั้น เขาจะได้ใช้ในทรัพย์นั้นๆ ขณะที่ผู้ที่บริจาคเขาได้ทำหน้าที่สำคัญของเขา การแบ่งปันในสิทธิ์นั้นเป็นการแสดงออกถึงการตอบรับ การเรียกร้องของพระองค์ สนองพระบัญชาของพระองค์  ขอให้พิจารณาโองการจากอัลกุรอ่าน  Al-Qur’an, 047.036-038 (Muhammad [Muhammad]) ความว่า

047.036 إِنَّمَا الْحَيَاةُ الدُّنْيَا لَعِبٌ وَلَهْوٌ وَإِنْ تُؤْمِنُوا وَتَتَّقُوا يُؤْتِكُمْ أُجُورَكُمْ وَلا يَسْأَلْكُمْ أَمْوَالَكُمْ

047.036 The life of this world is but play and amusement: and if ye believe and guard against Evil, He will grant you your recompense, and will not ask you (to give up) your possessions.

36. การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เป็นแต่เพียงการละเล่นและการสนุกสนานร่าเริงเท่านั้น และหากพวกเจ้าศรัทธาและยำเกรงพระองค์จะทรงประทานรางวัลของพวกเจ้าแก่พวกเจ้าและพระองค์จะไม่ทรงขอทรัพย์สินของพวกเจ้า (นี่คือข้อเท็จจริงเพราะการมีชีวิตอยู่ในโลกดุนยา หากผู้ใดหันหน้าเข้าหามันโดยลืมโลกอาคิเราะฮ.แล้ว ผลที่จะได้แก่เขาก็คือเป็นการละเล่น การสนุกสนานร่าเริง ซึ่งมีสภาพเช่นเดียวกับเด็ก ๆ แต่ถ้าพวกเจ้ามีความศรัทธาอย่างแท้จริงและยำเกรงสิ่งที่ก่อให้เกิดความกริ้วต่อพระองค์แล้ว พระองค์ก็จะประทานรางวัลแห่งผลงานของพวกเจ้าอย่างสมบูรณ์ พระองค์จะไม่ทรงขอร้องพวกเจ้าให้บริจาคทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเจ้า แต่ทรงบัญญัติให้บริจาคซะกาต เพื่อเป็นการปลอบโยนพี่น้องของพวกเจ้าที่ยากจนเพื่อที่ผลประโยชน์และการตอบแทนจะกลับคืนมาสู่พวกเจ้า)

047.037 إِنْ يَسْأَلْكُمُوهَا فَيُحْفِكُمْ تَبْخَلُوا وَيُخْرِجْ أَضْغَانَكُمْ

047.037 If He were to ask you for all of them, and press you, ye would covetously withhold, and He would bring out all your ill-feeling.

37. หากพระองค์จะทรงขอทรัพย์สินต่อพวกเจ้าและทรงรบเร้าพวกเจ้า (ให้บริจาค) พวกเจ้าก็จะตระหนี่ และพระองค์จะทรงนำเอาความอึดอัดใจของพวกเจ้าออกมาให้ประจักษ์ (หากพระองค์จะขอร้องให้พวกเจ้าบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเจ้า และพระองค์จะทรงรบเร้าให้พวกเจ้าบริจาค พวกเจ้าก็จะตระหนี่ และแสดงออกซึ่งความโกรธแค้นและไม่พอใจ แต่ด้วยความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อปวงบ่าว พระองค์จึงขอร้องด้วยความสมัครใจ)

047.038 هَا أَنْتُمْ هَؤُلاءِ تُدْعَوْنَ لِتُنْفِقُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ فَمِنْكُمْ مَنْ يَبْخَلُ وَمَنْ يَبْخَلْ فَإِنَّمَا يَبْخَلُ عَنْ نَفْسِهِ وَاللَّهُ الْغَنِيُّ وَأَنْتُمُ الْفُقَرَاءُ وَإِنْ تَتَوَلَّوْا يَسْتَبْدِلْ قَوْمًا غَيْرَكُمْ ثُمَّ لا يَكُونُوا أَمْثَالَكُمْ

047.038 Behold, ye are those invited to spend (of your substance) in the Way of Allah: But among you are some that are niggardly. But any who are niggardly are so at the expense of their own souls. But Allah is free of all wants, and it is ye that are needy. If ye turn back (from the Path), He will substitute in your stead another people; then they would not be like you!

38. พึงรู้เถิดว่าพวกเจ้านี้แหละคือหมู่ชนที่ถูกเรียกร้องให้บริจาคในทางของอัลลอฮ. แต่มีบางคนในหมู่พวกเจ้าเป็นผู้ตระหนี่ ดังนั้น ผู้ใดตระหนี่เขาก็ตระหนี่แก่ตัวของเขาเอง เพราะอัลลอฮ.เป็นผู้ทรงมั่งมี แต่พวกเจ้าเป็นผู้ขัดสนและถ้าพวกเจ้าเผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนหมู่ชนอื่นแทนพวกเจ้า แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเจ้า (พวกเจ้าถูกขอร้องให้บริจาคส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเจ้าในทางซะกาต หรือทางญิฮาด เพราะพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงจิตใจที่หวงแหนในเรื่องทรัพย์สิน ดังนั้นผู้ใดตระหนี่แก่ตัวของเขาเองเพราะเขาได้กีดกันผลการตอบแทนแห่งการบริจาคในทางของอัลลอฮ.ซึ่งมีผลบุญอันใหญ่หลวงอัลลอฮ.นั้นทรงพอเพียงจากการบริจาคของพวกท่าน แต่พวกเจ้าต่างหากที่มีความต้องการต่อพระองค์ แต่ถ้าพวกเจ้าเผินหลังให้อิสลามไปสู่การกุฟร อัลลอฮ.ก็จะทรงเปลี่ยนประชาชาติอื่นจากพวกท่านที่ไม่เหมือนกับพวกเจ้าแต่พวกเขาจะเป็นผู้มีความจงรักภักดียิ่งแด่อัลลอฮ.ตะอาลา)

 

لآالآه الالله والله اكبر الله اكبر ولله الحمد الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر  

ท่านทั้งหลาย

เช่นเดียวกัน ภาคผลแห่งการถือศีลอด  ผลลัพธ์แห่งการกระทำด้วยความยำเกรงต่อพระองค์นั้น จะสะท้อนกลับไปยังผู้ปฏิบัตินั้น ทำให้เขามีความมั่นใจในการปฏิบัติศาสนกิจอย่างมุ่งมั่นต่อพระองค์ ลดความน่ารังเกียจส่วนตัวลง ทำตัวเองให้เล็กลง เพราะเราได้เห็นความสำคัญในการดำเนินชีวิต รู้จักตนเองมากขึ้น รู้จักถึงสัดส่วนที่เหมาะสมของการดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น เพราะขณะที่เราอยู่ในช่วงเวลาแห่งการถือศีลอด เราได้ดำเนินชีวิตในลักษณะของการใกล้ชิดต่อพระองค์โดยมุ่งหวังผลตอบแทนจากพระองค์และรอรับความเมตตาจากพระองค์ ด้วยความอดทนที่จะกระทำภารกิจทั้งกิจสำคัญที่จำเป็นและกิจอาสาทุกๆ วัน ทุกๆ คืน ตลอดเดือนรอมฎอนอันทรงเกียรติ โดยไม่ย่อท้อหรือเหน็ดเหนื่อยหรือ เบื่อหน่ายที่จะกระทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น แต่น่าเสียดายว่าหลังจากวันนี้ไป เรากลับไปใช้ชีวิตปกติเช่นเดือนอื่นๆ เรายังคงมองย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่หอมหวานของการประกอบอิบาดัรและศาสนกิจอันสำคัญแห่งเดือนรอมฎอนอีกหรือไม่ เราได้มุ่งมั่นที่จะปรับปรุงตนเองเพียงใด และเราได้นำวิถีชีวิตในเดือนรอมฎอนมาปรับแต่งการดำเนินชีวิตในเดือนอื่นๆ ด้วยหรือไม่ เพราะการดำเนินชีวิตของเราโดยปกติในแต่ละวันนั้น เรามีกิจกรรมที่หลากหลาย แต่ละกิจกรรมที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น เราได้จัดสัดส่วนของเวลา สัดส่วนของการใช้ชีวิตอย่างไร เรามองข้ามความสำคัญในเรื่องใดๆ ออกไปหรือไม่ เราประวิงเวลาในเรื่องการทำอิบาดัรสำคัญไว้จนกระทั่งหมดเวลาเพียงเพื่อที่จะมุ่งมั่นการกระทำกิจกรรมอื่นๆไว้ก่อนแล้วทำการชดเชดภายหลังอิบาดัรสำคัญนั้นๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการละหมาดในแต่ละเวลาต่างๆ ทั้งๆ ที่ในเดือนอันทรงเกียรติเรามุ่งมั่นกระทำโดยไม่ลดละถึงความเหน็ดเหนื่อย เรามีความพร้อมในการกระทำ แต่เพียงว่าหลังจากนี้ไปเรากลับมองข้ามความสำคัญในการกำหนดช่วงเวลาของการดำเนินชีวิต หรือเราจะเก็บเกี่ยวเรื่องนี้ด้วยการปรับปรุงตนเองปรับสถานการณ์ต่างๆ ให้เข้ากับการดำเนินชีวิตตามวิถีการดำเนินชีวิตของมุสลิม

لآالآه الالله والله اكبر الله اكبر ولله الحمد الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر  

ท่านทั้งหลาย

ความเอื้ออาทรต่อกัน การเกื้อกูลกัน แบ่งปันกัน นั้น เป็นสัจธรรมที่จำเป็นต้องให้เกิดมีขึ้นในทุกภาคส่วน ทุกๆ ช่วงเวลา และสำหรับทุกๆ คน ตลอดช่วงเวลาของเดือนรอมฎอน เราได้ฝึกปรือตนเองผ่านการขัดเกลาด้วยการถือศีลอด แล้ว เราได้นำหลักปฏิบัติดังกล่าวนั้นมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร เราไม่ควรที่จะละทิ้ง นิ่งวางเฉย ปล่อยปละละเลย หรือ เก็บไว้เฉพาะในเดือนรอมฎอนเท่านั้น เพราะการที่เราได้ฝึกอบรมฝึกฝนตนเองในเรื่องราวใดๆ สิ่งสำคัญคือ เราได้เก็บเกี่ยวภาคผลที่ดีในเรื่องราวเหล่านั้นมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างไรหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้ามหรือละวางเฉย เพราะในสังคมปัจจุบันการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน การไม่รู้จักที่จะแบ่งปันกันโดยมุ่งมั่นเพียงเพื่อการกอบโกยผลประโยชน์เฉพาะตนเอง กลุ่มของตน หรือเพียงเฉพาะการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง นั่นคือจิตวิญญาณของความเห็นแก่ตัว ขาดจิตสำนึกที่ดีที่มีต่อกัน ในสังคมใดๆ ที่คนในสังคมขาดความเอื้ออาทรต่อกัน ขาดความเกื้อกูลกัน ไม่รู้จักที่จะแบ่งปันด้วยกันแล้วไซร้ แน่นอนว่าสังคมนั้นไม่มีสันติสุข คนในสังคมนั้นๆ จะเห็นแก่ตัว มองเฉพาะประโยชน์ของตนเอง ไม่มองคนอื่น มองข้ามเลยไปเพียงเพื่อที่ปกปักป้องกันรักษาผลประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเอง ในไม่ช้าความเดือดร้อนจะมายังสังคมนั้นๆ การที่คนเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ถูกรีดนาทาเร้น ถูกเบียดบังหรือถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาเหล่านั้นไม่มีทางออก เสมือนหนึ่งน้ำที่เดือดร้อนในกาน้ำที่กดดันฝาของมันให้พวยพุ่งออกมา เช่นกัน ทางออกที่ถูกทำให้ตีบตันในที่สุดแล้วจะสร้างความร้าวฉานในสังคม การฉกชิง แย่งชิง ปล้นสะดม โจรกรรม หรือขโมยจะเกิดขึ้น และที่ร้ายกว่านั้น คือ การเดินขบวนเรียกร้องอย่างรุนแรง ซึ่งจะเห็นได้โดยทั่วไปว่า จะมีเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงตามมาอีกมากมาย เพียงเพราะการมองข้าม การไม่รู้จักการแบ่งปัน การไม่เกื้อกูลกัน การมองเฉพาะผลประโยชน์ของตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด เกิดการกระทบกระทั่งของกลุ่มต่างๆ จนเป็นเหตุร้ายแรงทวีคูณไปสู่ภาคส่วนต่างๆ และไม่สามารถยุติลงได้ ด้วยความละมุนละม่อม

لآالآه الالله والله اكبر الله اكبر ولله الحمد الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر  

ท่านทั้งหลาย

สังคมที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงเก็บเกี่ยวเฉพาะผลประโยชน์โดยไม่มองหรือมองข้ามคนชายขอบที่ทุกข์ร้อนด้วยความขัดสนยากจน ขาดโอกาสในหลายๆด้าน การพัฒนาโดยมองข้ามเขาเหล่านั้นไป กลายมาเป็นภาระทางสังคม โดยที่เราไม่ได้สร้างโอกาสให้สำหรับเขาเหล่านั้น เราไม่ใส่ใจที่จะพัฒนาเขาเหล่านั้นโดยมองเพียงเขาเป็นภาระทางสังคมที่รอคอยความช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงเปิดโอกาสสำหรับทุกๆ คนให้ใช้สิทธิ์ที่จะแบ่งปันต่อเขาเหล่านั้น ตามศักยภาพของผู้ให้ ขณะเดียวกันการถ่ายทอดโอกาสในการประกอบอาชีพของพวกเขาก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องกระทำไปในคราวเดียวกัน แน่นอนว่า วันนี้เขาเป็นผู้รับแต่ทำอย่างไรที่จะทำให้ในวันหนึ่งข้างหน้าเราทุกๆ คนในสังคมที่คอยฟูมฟักสนับสนุนให้พวกเขาปรับเปลี่ยนสถานะกลายมาเป็นผู้ให้บ้าง เพราะนั่นคือเป้าหมายหนึ่งของการพัฒนา เป็นเป้าหมายของการที่จะสร้างศักยภาพทางสังคมอย่างเหมาะสม และทำให้เกิดการเกื้อกูลกัน แบ่งปันกันอย่างชัดเจน เพราะการที่เขาได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้ให้อย่างจริงจังแล้วนั้น เขาจะเข้าใจสภาพของผู้ที่ขาดโอกาสอย่างชัดเจน ซึ่งตรงจุดนี้ก็ไม่ต่างจากการที่เราได้ใช้ชีวิตของเราในช่วงระยะเวลาหนึ่งของเดือนรอมฎอนในการฝึกฝนตนเองเพื่อให้เข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ที่หิวโหย สภาพของผู้ที่กระหาย หิวโซ ตราบจนการที่เราได้ละศีลอดเมื่อถึงเวลา ซึ่งไม่ต่างอะไรกับคนเหล่านั้นที่ได้รับอาหารมื้อแรกหลังจากรอคอยมาอย่างใจจดใจจ่อตลอดระยะเวลาที่เขาเหล่านั้นรอคอยอย่างมีความหวัง จึงเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนในสังคมต้องหยิบยกมาพิจารณาร่วมกันว่า ทุกวันนี้เรามองคนเหล่านี้แบบใด เขาเป็นคนที่รอโอกาสที่จะพัฒนา หรือเป็นคนรอโอกาสที่รอรับความช่วยเหลือ ทั้งนี้การแสดงออกถึงความเกื้อกูลต่อกันในการจัดหา จัดให้ไปพร้อมๆ กับการดูแลเขาเหล่านั้นตามสิทธิ์ที่เขาพึงได้รับ คนเหล่านี้ถ้าเราให้โอกาสในการปรับปรุงตนเองให้โอกาสด้วยการให้แบบต่อยอดกับเขาเหล่านั้นในการสร้างอาชีพในอนาคตแทนที่จะรอคอยโอกาสเพียงเฉพาะการเป็นเพียงผู้รับ การใช้เช่นนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่า และเป็นการแบ่งปันและเกื้อกูลกันได้อย่างเหมาะสมและเป็นสิ่งสำคัญ

لآالآه الالله والله اكبر الله اكبر ولله الحمد الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر  

ท่านทั้งหลาย

เหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นในต่างประเทศ การออกมาเคลื่อนไหวแสดงออกถึงความไม่พอใจผู้นำของประเทศ เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า การหวงอำนาจเฉพาะพวกตน การรักษาอำนาจด้วยกรรมวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะการหวงอำนาจไว้เพียงคนในกลุ่มเล็กๆ ในชนชั้นผู้นำ การรักษาอำนาจเช่นนี้จึงเป็นสิ่งทำให้เกิดการบั่นทอนเอกราชของประเทศ ทำให้ชาติมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงด้วยกรรมวิธีการต่างๆ ทั้งในทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครองและการแทรกแซงด้วยการบิดเบือนทางด้านวัฒนธรรมและกิจการศาสนา เหตุการณ์ในลิเบีย ซีเรีย หรือแม้แต่ในอียิปต์ จะเห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยการเอาเปรียบประชาชน การคอร์รัปชั่นตามรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เปิดเผยและที่ปิดบังซ่อนเร้นไว้นั้น ถูกเปิดเผยออกมาทีละเล็กละน้อยเป็นประเด็นในสังคมออนไลน์ (social network)  จนเป็นเหตุให้เกิดการทลายกำแพงแห่งอำนาจเหล่านั้นให้พังทลายลงมา เราได้เห็นบทบาทของสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นการรับรู้ข่าวสารร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันทำให้สั่งสมเป็นอิทธิพลทางความคิดสนับสนุนคนที่มีความคิดร่วมกัน ออกมากระชับพื้นที่ต่อสังคมในภาพรวมด้วยความห่วงใย และในที่สุดจึงเกิดความเปลี่ยนแปลง จึงทำให้มองเห็นได้ว่า ที่รวมกันของกลุ่มทางสังคม ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับการรวมตัวอย่างหลวมๆ ของหมู่มวลมุสลิมที่มีแนวความคิดเดียวกันโดยเฉพาะแนวความคิดภายหลังจากการฝึกฝนอบรมร่วมกันในเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา เพื่อจรรโลงสังคมให้เกิดการแบ่งปัน เกื้อกูลกัน เพื่อความสันติสุขในหมู่มวลมุสลิม การแสดงออกด้วยความรักกัน ห่วงใยต่อกัน การแสดงออกอย่างจริงใจต่อกันจึงเป็นประตูที่จะนำไปสู่สันติสุข วันนี้ทุกๆ คนมาร่วมแสดงออกถึงความยินดีร่วมกันเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลฟิตริ ทุกๆ คนมีความเท่าเทียมกัน ทั้งในการทำหน้าที่ในการถือศีลอด และรอยิ้มแสดงออกถึงความอิ่มเอิบเปรมปรีดิ์ในวันอันยิ่งใหญ่นี้ กระตุ้นเตือนถึงความเป็นพี่น้องกันของหมู่มวลมุสลิม เพราะ “มุสลิมทุกคน คือพี่น้องกัน”  เปรียบเสมือนว่า ความเป็นพี่น้องกันนั้น คล้ายกับอวัยวะของร่างกายที่ต่างทำหน้าที่ของตนเองภายใต้การสั่งการของสมอง เมื่ออวัยวะหนึ่งใดเกิดปัญหาเจ็บป่วย อวัยวะอื่นๆ ก็พลอยได้รับผลข้างเคียงจากความเจ็บป่วยนั้นไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น การที่เราแสดงออกถึงความเป็นพี่น้องกันในภาพรวม จะเห็นว่า แต่ละครอบครัวซึ่งโดยสายเลือดพึงรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เพื่อรักษามิตรภาพความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การรักษาสัมพันธ์ที่ดีนี้ไว้เป็นสิ่งที่ตอบรับความมุ่งหมาย และจิตสำนึกแห่งความเป็นมุสลิมที่ดี การรักษาความเป็นญาติมิตรถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดการเกื้อกูล โอบอ้อมอารีเชื่อมสัมพันธ์ต่อกันในหมู่ญาติจึงเป็นสิ่งเราต้องตระหนัก และมุ่งมั่นในการกระทำที่ส่งเสริมความเป็นกลุ่มก้อน ความสมานฉันท์รักษาสัมพันธ์ในเครือญาติจึงเป็นสิ่งที่ศาสดาสนับสนุนและเป็นสิ่งพึงรักษาไว้ให้ยั่งยืนและถาวร ดังนั้น ในวันอีดิ้ลฟิตริ การแสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ แนวทางหนึ่งคือการไปเยี่ยมเยือนญาติ การไปมาหาสู่ระหว่างกัน และในวันอื่นๆ จากนี้ไป การสอบถาม การหารือเอาใจใส่ปรับทุกข์ผูกมิตรต่อกัน ลดการเอารัดเอาเปรียบต่อกัน การเชื่อมความสัมพันธ์ต่อกันด้วยจิตที่บริสุทธิ์มุ่งหวังภาคผลจากพระองค์ด้วยความยำเกรง เป็นภารกิจหนึ่งที่เราพึงกระทำ

لآالآه الالله والله اكبر الله اكبر ولله الحمد الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر  

ท่านทั้งหลาย

ทุกวันนี้โลกมีความเปลี่ยนแปลง สังคมสมัยใหม่ ระยะทางมิใช่สิ่งปิดกั้นการสื่อสารระหว่างกัน ระบบโทรคมนาคมในปัจจุบันทำให้การใช้ชีวิตในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงที่มาอย่างล้นหลามนี้เอง ประกอบกับความเป็นตัวตน ของคนที่มุ่งเน้นรับความสะดวกสบายมากกว่าการแข่งขันเช่นเดียวกับในอดีต เด็กรุ่นใหม่จึงไม่ถูกจำกัดจากกรอบหรือเส้นขอบเขตที่ผู้ใหญ่กำหนด โลกสมัยใหม่จึงทำให้เด็กเหล่านั้นสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้โดยไม่มีขีดจำกัด นอกเสียจากว่าผู้ปกครองจะเป็นผู้กำหนดถึงขอบเขตดังกล่าวนั้นด้วยความเหมาะสม การปิดกั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถกระทำได้ยุ่งยากนักหากผู้ปกครองสามารถติดตามควบคุมดูแลและเอาใจใส่ของพวกเขาเหล่านั้น ดังนั้น สิ่งที่อยากจะฝากไว้กับท่านทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ เราต้องกำหนดขอบเขตการใช้งานที่ชัดเจน การติดต่อสื่อสารข้อมูล ต้องเป็นข้อมูลทางการศึกษา การใช้งานต้องกำหนดระยะเวลาในการใช้งาน กำหนดเรื่องราว (Topic) ที่ทำการศึกษาในกรอบของการเรียนรู้ มิใช่ว่าใช้งานโดยไร้ขีดจำกัด ใช้งานโดยไม่รู้กาลเทศะ เพราะในปัจจุบัน แม้ว่าเด็กๆ จะเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ง่าย แต่หากพิจารณาผลการเรียนในวาระการสอบต่างๆ กลับไม่เป็นไปตามความสามารถในการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะผลการเรียนในรอบที่ผ่านมา พบว่า เด็กๆ ยังขาดความรู้ในวิชาการค่อนข้างมาก แสดงให้เห็นถึงการรักษาเวลา การแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ และสิ่งที่ต้องฝากไว้อีกเรื่องหนึ่ง คือ การให้ความสำคัญต่อการทำอิบาดัรเพื่อพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละหมาด การถือศีลอด ความบกพร่องในรอบปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ต้องนำมาทบทวนปรับปรุง และแก้ไขให้ดีขึ้น วันนี้ เราเห็นเด็กๆ หลายๆ แห่ง ออกห่างไกลจากความเป็นมุสลิมค่อนข้างสูง แม้เด็กที่เรียนในวิชาศาสนา “ฟัรดูอีน” ก็ดูเหมือนว่าวิชาการที่เขาเรียนรู้ไม่เข้มข้นเหมือนในอดีตที่ย้อนหลังกลับไปสัก 10 ปี เด็กที่เรียนจบภาคบังคับมีความรู้ครอบคลุมในทุกๆเรื่อง กลับไม่สามารถทำละหมาดได้อย่างถูกวิธีด้วยตนเอง การควบคุม ดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ผู้ปกครอง จึงเป็นสิ่งที่เราต้องนำมาขัดเกลาเขาเหล่านั้น เพื่อรักษาความเป็นมุสลิมที่ดีสำหรับพวกเขา และเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ถึงการเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับพวกเขาเหล่านั้น ที่นำพาความสำเร็จแห่งการอิบาดัรเพื่อพระองค์

لآالآه الالله والله اكبر الله اكبر ولله الحمد الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر  

ท่านทั้งหลาย

หลังจากวันนี้ไป เดือนเชาวาล เป็นอีกเดือนหนึ่งที่เราทั้งหลายต่างมุ่งมั่นเก็บเกี่ยวอิบาดัรที่เป็นการอาสา คือ การถือศีลอดซุนนะห์ต่อไปอีก 6 วัน ซึ่งเป็นกิจอาสาที่สำคัญประการหนึ่งหลังจากการถือศีลอดภาคบังคับตลอดเดือนรอมฎอน ขอให้เราติดตามและมุ่งในการกระทำเพื่อรักษาความมุ่งมั่นและภาคผลแห่งการกระทำนั้นไว้ด้วยเช่นปีที่ผ่านมา  ขอให้เรารักษากิจกรรมในทุกๆ กิจกรรมที่เป็นอิบาดัร และชักชวนทุกคนในครอบครัวให้ร่วมกันกระทำไปด้วยกันด้วยความพร้อมเพียงร่วมกัน อย่างน้อยแล้วจะทำให้เราได้ทำให้เยาวชนในครอบครัวของเราได้เห็นตัวอย่างจากพ่อแม่ ได้รับการขัดเกลาฝึกฝนการกระทำจวบจนกลายเป็นนิสัยประจำตัว และไม่กระทำอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ  แล้วเรากลับมาเสียใจในภายหลัง โดยที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรากลับมองข้ามความสำคัญในจุดนี้

لآالآه الالله والله اكبر الله اكبر ولله الحمد الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر  

ท่านทั้งหลาย

เวลาว่างและสุขภาพที่แข็งแรงเป็นสิ่งเราจำเป็นต้องเร่งรัดการกระทำให้สำเร็จในแต่ละภารกิจ ไม่ควรปล่อยวาง หรือวางเฉยต่อภารกิจใดๆ เพราะหากผ่านช่วงดังกล่าว เราอาจไม่มีเวลาว่างหรือมีความสะดวกในการกระทำ ซึ่งท่านศาสดาได้กล่าวไว้เป็นพระวจนะไว้ ความว่า

The Prophet said, “There are two blessings which many people lose: (They are) health and free time for doing good.”  Narrated by: Ibn Abbas   Source: Sahih Bukhari 8.421

จึงขอให้เราทั้งหลาย จงไตรตรอง ดำเนินการและจัดระเบียบของตนเอง ครอบครัวให้มีความสะดวกในการกระทำอิบาดัรทุกๆ อิบาดัร เสมือนหนึ่งว่าเรากำลังดำเนินชีวิตในเดือนรอมฎอน เพราะหากผ่านช่วงที่สุขภาพที่ดีและเวลาว่างครั้งนี้แล้ว บางคนอาจกลับไปสู่ความเมตตาของพระองค์ บางคนไม่มีโอกาสที่จะกระทำการใดๆ ได้เลยเพราะหลังจากนั้น เราต่างมุ่งมั่นการทำงานภารกิจต่างๆ ที่ทั่งโถมมามากมาย และสุขภาพที่จะอ่อนแอลงตามอายุขัยและวัยที่สูงขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านให้มุ่งมั่นและกระทำอิบาดัรด้วยการจัดแบ่ง จำแนก กำหนดขอบเขตการใช้เวลาในการดำเนินชีวิตในทุกๆ กิจกรรม เพื่อมิให้บกพร่องต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

 

   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر   الله اكبر  

  إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

 سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

 وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์

วัสสลาม

มูฮำหมัด   สันประเสริฐ

 

อ้างอิง

 Text Copied from DivineIslam’s Qur’an Viewer software v2.9

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย   

http://www.alquran-thai.com/

อัลฮาดีซ  :   Hadith of The Day  V 1.0  Freeware by FaridAnasri  avater@muslimonline.com    (www.beconvinced.com

 

 

ความพอเพียง คือ เป้าหมายสำคัญของการฝึกฝน อบรมตนเองตลอดเดือนรอมฎอน

มิมบัรออนไลน์

คุตบะห์วันศุกร์  26 รอมฎอน 1432    (วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554)

ความพอเพียง คือ เป้าหมายสำคัญของการฝึกฝน อบรมตนเองตลอดเดือนรอมฎอน

 

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

 هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَكَفَى بِاللَّهِ شَهِيدًا

 وَآتِ ذَا الْقُرْبَى حَقَّهُ وَالْمِسْكِينَ وَابْنَ السَّبِيلِ وَلا تُبَذِّرْ تَبْذِيرًا

 إِنَّ الْمُبَذِّرِينَ كَانُوا إِخْوَانَ الشَّيَاطِينِ وَكَانَ الشَّيْطَانُ لِرَبِّهِ كَفُورًا

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

การดำเนินชีวิตในเดือนรอมฎอน เป็นการปฏิบัติตนด้วยความมุ่งมั่น มุ่งหวังภาคผลในความสำเร็จของกิจการงาน โดยมีเป้าหมายที่จะพึงเกื้อกูลต่อผู้ที่ยากจน ขัดสน ให้เข้าใจความรู้สึกของเขาเหล่านั้น ตลอดช่วงของการถือศีลอด คุณค่าและความสำคัญที่เราได้รับ เป้าหมายแห่งการทุ่มเทเอาใจใส่ต่อการกระทำของเราไม่ว่าจะเป็นการกิน การดื่ม การพูดจา การแสดงออกถึงมารยาทต่อผู้คนทั้งหลาย ด้วยความนอบน้อม ลดความหยิ่งทระนงในตนเอง แต่เพิ่มการให้ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เป็นการให้โดยมิได้มุ่งหวังภาคผลของการตอบแทน ขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย จงพิจารณาถึงแนวทางการปฏิบัติตนตลอดช่วงเวลาของการดำเนินชีวิตในเดือนรอมฎอน นี้ นำไปปฏิบัติหรือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตหลังจากผ่านพ้นเดือนรอมฎอนอันสำคัญยิ่ง เพื่อเพิ่มพูนความยำเกรงและเพิ่มความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตนเพื่อให้อยู่ในแนวทางแห่งความใกล้ชิดกับพระองค์

ท่านทั้งหลาย

อีกไม่กี่วันแล้ว เดือนที่เรารอคอยและกำลังดำเนินชีวิตอยู่อย่างชุ่มชื่นหัวใจในการปฏิบัติศาสนกิจอันสำคัญยิ่ง กำลังจะผ่านพ้นไป การดำเนินชีวิตของเราจะกลับไปอยู่ในสภาพปกติ เหมือนช่วงก่อนเข้าเดือนรอมฎอน บทเรียนที่สั่งสมมาจากการปฏิบัติตนของเรานั้น เราไปแปรเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของเรามากน้อยเพียงใด เราตอบสนองเป้าหมายที่แท้จริงของการถือศีลอดอย่างไรบ้าง เพราะภารกิจที่เรากำลังดำเนินไปนั้น เรากระทำเพราะเป็นเนื้องาน เป็นหน้าที่และบทบาทหนึ่งของภารกิจ ที่เราต่างทุ่มเทและให้ความสำคัญในกิจกรรมหนึ่งที่เราต้องการหรือมุ่งมั่นกระทำ แต่พอก้าวพ้นกิจกรรมดังกล่าวไปแล้ว หลายๆ คนต่างหยุดไว้แค่นั้น แล้วจะกลับมาเมื่อถึงช่วงเวลาที่จะมาถึงในปีถัดไป กล่าวได้ว่า เรามักจะกล่าวถึง พูดถึง คำนึงถึง เรื่องราวการปฏิบัติอามั้ลในเดือนรอมฎอน เฉพาะในเดือนรอมฎอนเท่านั้น แต่เมื่อผ่านพ้นไป เรามองข้ามสิ่งที่เก็บเกี่ยว แสวงหาในเดือนรอมฎอนนั้นโดยไม่กลับมาพิจารณาถึงเรื่องราวนั้น สิ่งนั้น อีกเลยตลอด 11 เดือน ทั้งๆ ที่เราใส่ใจมุ่งมั่น อดทน รอคอย การปฏิบัติด้วยใจที่จรดจ่อตลอดช่วงเวลาเดือนรอมฎอน เป็นต้นว่า การศึกษา ทบทวน อัลกุรอ่าน การละหมาดในยามค่ำคืน การให้อาหารกับคนที่ขัดสน ยากจน แต่เพียงผ่านพ้นเดือนรอมฎอนไปไม่นานนัก การปฏิบัติตนของเราช่างแตกต่างกับช่วงเดือนนี้ไปมากทีเดียว เราให้ความสำคัญกับเรื่องราวจิปาถะมากมาย มองข้ามความสำคัญในอิบาดัรที่ต้องพึงปฏิบัติให้เป็นกิจวัตรประจำวัน เราให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่เราตื่นตาตื่นใจกว่าการมุ่งมั่นปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับการที่เรามุ่งมั่นกระทำตลอดช่วงเดือนรอมฎอน

ท่านทั้งหลาย

แง่คิดในการปฏิบัติตนในเดือนรอมฎอนที่กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น เราได้เก็บเกี่ยวคุณค่าและความสำคัญดังกล่าวนั้นไว้มากน้อยเพียงใด เพราะบางครั้งเราต่างมุ่งมั่น เร่งเร้าการกระทำของเราโดยมองข้ามความสำคัญของจุดมุ่งหมายที่แท้จริงอันเป็นเป้าหมายและคุณค่าและความสำคัญของการปฏิบัติตนในเดือนรอมฎอน นั้น การใช้ชีวิตนอกเดือนรอมฎอน เป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องพิจารณาว่า ทุกๆ การกระทำของเราอันเป็นการกระทำที่ต้องถูกสอบสวนในวันแห่งการตัดสินนั้น ภาคผลของการกระทำของเราเรามีความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) มากน้อยเพียงใด และเราแสดงออกต่อความยำเกรงนั้นอย่างไร เช่นนี้แล้วหากเรามองถึงเป้าหมายของการถือศีลอดแล้ว จะเห็นว่า พระองค์ทรงกำหนดและวางกฎเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวกับการถือศีลอดบนประชาชาติมุสลิมนั้น เพื่อมุ่งมรรคผลแห่งความยำเกรง ที่มุสลิมจะต้องแสดงออกทั้งกายวาจาและใจ เพื่อที่มองคนรอบๆ ข้างของเรา การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน การแสดงออกให้เห็นถึงการเห็นอกเห็นใจกัน เอื้ออาทรต่อกัน มีความเมตตาซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน เราก็ไม่บกพร่องต่อภารกิจและกิจวัตรอันที่จะแสดงออกถึงความเป็นผู้ที่ยำเกรงต่อพระองค์ มุ่งมั่นกระทำอิบาดัรเพื่อพระองค์โดยแท้จริง หากเราเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเรา เราจะไม่บกพร่องต่อหน้าที่ (อะมานะห์) ของเราเลยแม้แต่น้อย เราจะมีความรู้สึกซาบซึ้งในการกระทำอิบาดัรควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตไปตามปกติตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เราต่างคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว พร้อมไปกับการดำเนินชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เพียงพอในกำลังทรัพย์ ริสกีที่เราได้รับ สนองตอบพระบัญชาของพระองค์ เป็นความพอเพียงที่เราน้อมรับ ขณะเดียวกับที่เป็นความพอเพียงที่จะแบ่งปันความสุขเพื่อคนอื่นๆ ด้วยไปพร้อมกัน เดือนรอมฎอน เป็นเดือนแห่งการฝึกฝน การปฏิบัติโดยมุ่งเน้นภาคผลอันสำคัญที่ทบทวีคูณตามพระองค์ทรงรับรอง แต่เดือนอื่นๆ แม้ว่าการดำเนินชีวิตของเราจะแตกต่างจากเดือนรอมฎอนก็ตาม เราก็ต้องมุ่งมั่นในอามั้ลของเราด้วยเช่นกัน ขอให้พิจารณาโองการจากอัลกุรอ่าน Al-Qur’an, 017.026-027 (Al-Isra [Isra, The Night Journey, Chldren of Israel]) ความว่า

017.026 وَآتِ ذَا الْقُرْبَى حَقَّهُ وَالْمِسْكِينَ وَابْنَ السَّبِيلِ وَلا تُبَذِّرْ تَبْذِيرًا

017.026 And render to the kindred their due rights, as (also) to those in want, and to the wayfarer: But squander not (your wealth) in the manner of a spendthrift.

26. และจงให้สิทธิแก่ญาติที่ใกล้ชิด และผู้ขัดสน และผู้เดินทาง และอย่าสุรุ่ยสุร่ายอย่างฟุ่มเฟือย (การใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยนั้น คือการใช้จ่ายไปในทางที่ไม่จงรักภักดีต่ออัลลอฮ หรือในทางที่เป็นการฝ่าฝืนพระองค์หรือในทางเสียหาย ฉะนั้น ผู้ใดปฏิบัติตนอยู่ในแนวทางนี้ เขาย่อมเป็นพี่น้องหรือพวกพ้องของชัยฏอนเพราะชัยฏอนมันเนรคุณพระเจ้าของมัน ดังนั้นผู้สุรุ่ยสุร่ายจึงอยู่ในสภาพเดียวกันกับชัยฏอน)

017.027 إِنَّ الْمُبَذِّرِينَ كَانُوا إِخْوَانَ الشَّيَاطِينِ وَكَانَ الشَّيْطَانُ لِرَبِّهِ كَفُورًا

017.027 Verily spendthrifts are brothers of the Evil Ones; and the Evil One is to his Lord (himself) ungrateful.

27. แท้จริงบรรดาผู้สุรุ่ยสุร่ายนั้นเป็นพวกพ้องของเหล่าชัยฏอน และชัยฏอนนั้นเนรคุณต่อพระเจ้าของมัน

ท่านทั้งหลาย

บทเรียนจากเดือนรอมฎอน ถือเป็นบทเรียนที่มีความสำคัญ มีประโยชน์ต่อตัวเราเอง สังคมมุสลิม และประชาชาติทั้งหลายทั่วโลก การดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลรอบด้าน นั้น มีผลกระทบต่อมวลมนุษย์แทบทุกด้าน สังคมในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการเอารัดเอาเปรียบต่อกันในทุกๆ เรื่อง คนที่ถูกกระทบมากที่สุด โดยถูกมองข้ามหรือละเลย มากที่สุด คือ คนที่ขัดสน ยากจน เขาเหล่านั้นถูกเอารัดเอาเปรียบมากมาย เพียงเพราะเขาขาดโอกาส ขาดบทบาทในการเรียกร้อง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว โอกาสที่เขาเหล่านั้นจะเรียกร้องแทบจะหาไม่ได้เลยทีเดียว ขณะที่คนที่มีกำลังทรัพย์มากที่สุด มีอำนาจในทางเศรษฐกิจต่างใช้กำลังของตนเองเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ทั้งโดยตรงโดยอ้อมหรือแม้แต่ทับซ้อนผลประโยชน์แอบแฝงมากมาย คนเหล่านี้ไม่มีจิตใจที่จะโน้มลงมาเพื่อให้คนในระดับรากหญ้าได้สัมผัส ได้รับรู้และแบ่งบันในสิ่งที่เขาต้องการขณะที่ผู้ที่มีกำลังทรัพย์เก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไป โดยไม่มีการคืนทุนไปยังภาคส่วนอื่นๆ เลย การถือศีลอด จึงเป็นแนวปฏิบัติที่ลดช่องว่างนี้ เพื่อกระชับพื้นที่ว่างให้เต็มไปด้วยการแบ่งปัน เอื้ออาทรต่อกันลดการเอารัดเอาเปรียบต่อกันแม้เพียงช่วงสั้นๆ เพียงเดือนรอมฎอน แต่หากเราทำให้ทุกๆ เดือน เป็นเดือนรอมฎอนแล้ว เขาเหล่านั้นจะไม่ถูกมองข้ามเลยไป ดังนั้น การดำเนินชีวิตนอกเดือนรอมฎอนของเราทั้งหลาย จึงพึงมองดูและทบทวนการกระทำตลอดเดือนรอมฎอนที่กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น ให้ดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียงและพร้อมที่จะแบ่งปัน ห่วงใย เอื้ออาทรต่อกัน โอบอ้อมอารีต่อกัน เพื่อที่เราจะอยู่ร่วมกันด้วยความสุข มีความปรองดองและสมานฉันท์ต่อกัน ความพอเพียงในการดำเนินชีวิต จึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีสายตาแห่งความห่วงใย เป็นสายตาที่มุ่งมั่นและมีความยำเกรงต่อพระองค์ ในการดำเนินชีวิตและมองภาพรวมของสังคมด้วยความห่วงใย เพราะไม่มีใครที่อยู่ได้อย่างปกติสุข ขณะที่คนรอบข้างอยู่อย่างแร้นแค้น นั่นเป็นบ่อเกิดแห่งความอยุติธรรมและเป็นศูนย์กำเนิดของสังคมที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นต่อกัน เพียงเพราะเราไม่รู้จักที่จะแบ่งปัน เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อที่เราจะก้าวเดินไปพร้อมๆ กันด้วยความยินดีปรีดิ์เปรม

ท่านทั้งหลาย

การตักตวงความสุขแห่งการกระทำอามั้ลในช่วงเวลาที่เหลือของเดือนรอมฎอน เพราะช่วงสุดท้ายของเดือนรอมฎอน เป็นช่วงที่สำคัญยิ่ง แต่อย่าลืมการบริจาคซ่ากาตฟิตเราะห์ อันภาคผลของมันจะนำพาการถือศีลอดให้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องจากการใช้วาจา โทสะ โมหะ ที่เกิดขึ้นจากจริต ในบางครั้งที่เราละเลยลืมตนไปบ้างเป็นบางครั้ง ข้อกำหนด กฎเกณฑ์ ของการบริจาค เป็นที่เด่นชัดและทุกคนต่างคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว อย่าลืมการแบ่งปันดังกล่าว ต้องมีก่อนเวลาละหมาดวันอีดิ้ลฟิตริในช่วงสายของวันอีด อันเป็นวันที่ทุกๆ ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบใจ สุขใจ ขอให้เราทั้งหลายจงแบ่งปันให้กับทุกๆ คนที่มีสิทธิ์ในตัวซ่ากาตฟิตเราะห์นี้ เพื่อที่เราจะได้พร้อมเพียงกันรับความสุขในวันที่มีความสำคัญที่เราจะเฉลิมฉลองความสำเร็จในอิบาดัรสำคัญแห่งเดือนรอมฎอนที่เรากำลังจะก้าวผ่านพ้นไปในปีนี้

  إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

 سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

 وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์

วัสสลาม

มูฮำหมัด   สันประเสริฐ

อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย  http://www.alquran-thai.com/ShowSurah.asp , www.DivineIslam.com

อัลฮาดีซ  :   Hadith of The Day  V 1.0  Freeware by FaridAnasri  avater@muslimonline.com    www.beconvinced.com